Search

ยังเก่งได้อีก!โซลชาชูแรชฟอร์ดมีแวว

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ปรึกษาขัดตาทัพของ แมนฯ ยูไนเต็ด ชื่นชม มาร์คัส แรชฟอร์ด

เว็บ UFABET หัวหอกคนเก่งว่ามีดีพอที่จะทาบชั้น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แล้วก็ เวย์น รูนี่ย์ ได้ พร้อมชี้ แรชฟอร์ด ฝึกหนักสุดๆ

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมฟุตบอลชั่วครั้งคราวของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งแวดวง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อถือว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าดาวรุ่งของกลุ่ม สามารถปรับปรุงฝีเท้าจนถึงขึ้นไปทาบชั้น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แล้วก็ เวย์น รูนี่ย์ สมัยก่อน 2 ยอดดาวยิงของ “ปีศาจแดง” ได้

หัวหอกกลุ่มชาติอังกฤษเคยฟอร์มตกอย่างมากจนถึงยิงได้ไม่มากมายสักเท่าไหร่ภายใต้แนวทางการทำกลุ่มของ โชเซ่ มูรินโญ่ แต่ว่าพอเพียง โซลชา ถูกแต่งตั้งเข้ามาคุมกลุ่มในฐานะผู้จัดการทีมขัดตาทัพช่วงวันที่ 19 เดือนธันวาคม ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา แรชฟอร์ด ก็ทำผลงานได้สะดุดตาสุดๆโดยเขาทำเป็นถึง 5 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์ จากการลงเล่นเกมลีก 6 นัดหมายในสมัยของอดีตกาลดาวยิงชาวประเทศนอร์เวย์

ภายหลังโดนถามคำถามว่าเขามีความรู้สึกว่า แรชฟอร์ด สามารถขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับ โรนัลโด้ แล้วก็ รูนี่ย์ ได้หรือเปล่านั้น โซลชา ก็ตอบว่า “เขาทำเป็นแน่ๆ เขาสามารถเปลี่ยนเป็นนักฟุตบอลชั้นเลิศได้ ยิ่งคุณทำแต้มได้มากมากแค่ไหน คุณก็ได้โอกาสที่จะมีความเชื่อมั่นเยอะขึ้นเรื่อยๆเพียงแค่นั้น รวมทั้งได้โอกาสได้ลงเล่นในตำแหน่งเดิมมากเพิ่มขึ้นด้วย ที่เขาทำผลงานได้อย่างดียิ่งมันก็เป็นเพราะว่าเขาฝึกหนักมากมายๆ”

“เขาพึ่งมีอายุเพียงแค่ 21 ปีเพียงแค่นั้น แม้กระนั้นเขาชี้ให้เห็นว่ามีวุฒิภาวะมากยิ่งกว่าคนอายุ 21 ปีซะอีก แถมยังขยันสุดๆผมทราบมาว่าเขาลงเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงหลัก 150 นัดหมาย ขณะที่อายุน้อยกว่า โรนัลโด้ กับ รูนี่ย์ ด้วย”

สมัครสมาชิกคลิก : UFABET , แทงบอลออนไลน์ , แทงบอลเงินสด , สูตรแทงบอล , สมัคร UFABET , ยูฟ่าเบท , แทงบอลเงินสด Online

5 ประเด็นเน้นๆหลังหงส์เฮแบบเดือดจัด

“ลิเวอร์พูล” หงส์แดง ได้ชัยที่อยากได้ หลังบุกไปปราบ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 1-0 ถึงสังเวียนแข้ง ดิ เอเม็กซ์ เมื่อคืนนี้วันเสาร์ที่ 12 เดือนมกราคม ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

เว็บ UFABET ถึงแม้เป็นการเชือดหวิว แถมเป็นเกมที่ลุ้นกันจนเหนื่อยไม่น้อยเลย แต่ว่านี่คือชัยที่สื่อความหมายจริงๆเพราะเหตุว่าทำให้สถานการณ์สำหรับในการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก กลับมาดูดีอีกรอบ รวมทั้งนี่เป็น 5 ข้อความสำคัญที่ได้จากเกมนี้

  • ได้ความมีชัยที่ปรารถนา

หลังแพ้มาติดๆ2 เกม แน่ๆว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุดเป็นการกลับมาเก็บชัยให้ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งเกมนี้ หงส์แดง ทำได้สำเร็จ แม้ไม่ใช่ความมีชัยที่สวยงาม แต่ว่าก็นับว่าเป็นชัยชนะที่เรียกความมั่นใจและความเชื่อมั่นกลับมาได้ไม่น้อย แถมเป็นการโยนแรงกดดันให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เปิดบ้านดวล วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส วันจันทร์นี้) ก่อนด้วย

  • เก็บทีมเล็กได้หมด

นี่อาจจะเป็นจุดที่ช่วยส่งให้ “ลิเวอร์พูล” ไปถึงแชมป์เลยก็ได้ เนื่องจากว่านี่เป็นเกมที่ 16 แล้วที่พวกเขาพบกับกลุ่มนอก “ท็อป 5” แล้วก็ผลที่ออกมาคือ…..เก็บชัยได้หมดทั้ง 16 เกม!!! การเอาชนะกลุ่มเล็ก มันอาจมิได้มองดูพิเศษอะไร แต่ว่าอย่าลืมว่า นี่เป็นข้อบกพร่องของ หงส์แดง มาตลอดในตอนก่อนหน้านี้ ซึ่งสาวก “เดอะ ค็อป” ทุกคนคงจะทราบกันอยู่แล้ว สำหรับเรื่องที่ว่า หงส์แดง ชอบแจกแต้มให้กลุ่มอ่อนกว่า อย่างไรก็ดีก็จะต้องยกความดีความชอบให้กับที่ปรึกษา เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ช่วยยกฐานะให้ หงส์แดง แปลงเป็นทีมที่แน่นอนขึ้น รวมทั้งอีกสองคนที่จะต้องให้เครดิตเป็นพิเศษคือ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กับ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่สร้างความแตกต่างให้กับทีมได้อย่างแจ่มแจ้งในช่วงฤดูกาลนี้ ด้วยเหตุว่าสถิติคลีนชีต 13 จาก 22 เกม ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ

  • ยอมรับ ไบรท์ตัน มาดี

หากแม้เกมรุกมองดูไม่มีอะไร แต่ว่าเรื่องเกมรับทำให้เห็นว่า แมตช์นี้ คริส ฮิวจ์ตัน ผู้จัดการทีม ไบรท์ตัน เตรียมความพร้อมมาดีจริงๆรวมทั้งแทบจะมีคะแนนติดมือด้วย เนื่องจากความบกพร่องครั้งเดียวของพวกเขาในเกมนี้คือวิธีการทำเสียจุดลูกโทษแค่นั้น นอกจากนี้พวกเขาทำได้ดีเยี่ยม มองเห็นได้ว่า เกมนี้ หงส์แดง ได้โอกาสเข้าทำแบบจะๆน้อยมาก และก็เล่นกันด้วยความลำบาก ถึงแม้ครอบครองบอลได้มากกว่า 70 เปอร์เซนต์ก็ตาม

  • ซาลาห์ ยังคงเป็นตัวทีเด็ด

มีบ้างที่ฟอร์มตก มีบ้างที่ยิงมิได้ ซึ่งนั่นนับว่าเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากยังไงๆโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็ยังคงเป็นตัวความคาดหวังสูงสุดในแนวรุกของ “ลิเวอร์พูล” อย่างในเกมนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าผลที่ได้รับจากการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร แม้ไม่ได้ความสามารถส่วนตัวของ ซาลาห์ ที่พลิกหลบคู่ต่อสู้แล้วก็เรียกจุดลูกโทษให้กลุ่มได้ แล้วก็แน่ๆว่า เขาเป็นคนสังหารเข้าไปอย่างเด็ดขาด นี่เป็นอีกเกมที่ทำให้เห็นว่า “เทพโม” สำคัญมากต่อ หงส์แดง โดยเฉพาะในเกมที่ดูอึดอัดอย่างงี้

  • ฟาบินโญ่ กู้วิกฤติดินแดนหลัง

หากแม้ไม่ใช่บททดลองที่หนักหนาอะไรมากมาย แต่ว่าจำต้องสารภาพว่า เกมนี้ ฟาบินโญ่ ที่ลงเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็กอีกครั้ง ทำผลงานได้เยี่ยมเลยทีเดียว ช่วยกลุ่มได้หลายหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนช่วงหลังที่ช่วยบล็อกช่วยตัดบอลได้ดี ส่วนตัวแล้ว เพื่อเป็นการไม่ประมาท หงส์แดง ควรจะดึงกองหลังเข้ามาเสริมบ้างในเดือนนี้ แต่ว่าหากในที่สุดไม่มีดีลไหนเกิดขึ้น ฟาบินโญ่ ก็น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับในการยืนแนวรับคู่กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ในตอนที่ทั้ง โจ โกเมซ แล้วก็ โฌแอล มาติป พบเจอปัญหาเจ็บรุมเร้า… ไม่ใช่ลืมชื่อ เดยัน ลอฟเรน นะ แต่ว่าเมื่อพินิจพิจารณาฟอร์ม ณ ขณะนี้แล้ว ควรจะนั่งสำรองดีกว่า

สมัครสมาชิกคลิก : UFABET , แทงบอลออนไลน์ , แทงบอลเงินสด , สูตรแทงบอล , สมัคร UFABET , ยูฟ่าเบท , แทงบอลเงินสด Online

แฟนสเปอร์สงง!ส่ง’เคน’ลงมาเพื่อ?

สาวกไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ งงเป็นไก่ตาแตก เมื่อ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ผู้จัดการทีมคนเก่งของกลุ่ม ส่งแฮร์รี่ เคน ลงมาแทนเฟร์นานโด ยอเรนเต้ ช่วงที่สกอร์นำห่างถึง 6-0 โดยระบุเป็นการตัดสินใจที่พิลึกสุดๆ

เว็บ UFABET เกมเอฟเอ คัพ ที่สนาม เพรนตัน พาร์ค ระหว่าง เจ้าถิ่นทรานเมียร์ เจอ สเปอร์ส โดยกว่าที่กลุ่มเยี่ยมจะเปิดสกอร์แรกได้จะต้องคอยจนกระทั่งนาทีที่ 40 จากลูกยิงไกลของแซร์จ ออริเย่ร์

แล้วหลังจากนั้นในช่วงหลัง ยอเรนเต้ มารัวสามประตูในตอน 9 นาที ก่อนที่จะออริเย่ร์ และก็ซน ฮึง-มิน จะยิงคนละหนึ่งประตูให้ไก่เดือยทอง ทิ้งห่างสุดกู่ 6-0 แม้ว่าสกอร์นำห่างขนาดนี้แต่ว่าโปเชตติโน่ กลับส่งแฮร์รี่ เคน ศูนย์ตัวเก่งลงไปในสนามแทนดาวยิงสแปนิช ก่อนที่เคน จะชิพบอลผ่านตัวสก็อตต์ เดวี่ส์ เข้าประตูแบบสุดงาม จบให้สเปอร์ส เอาชนะไปได้ 7-0

อย่างไรก็แล้วแต่ เหล่ายิด อาร์มี่ส์ กลับไม่รู้เรื่องในสิ่งที่ผู้จัดการทีมอาร์เจนไตน์ทำ คือส่งเคน ลงไปเพราะเหตุใด ถึงแม้ว่าตอนกลางอาทิตย์จะมีโปรแกรมศึกคาราบาว คัพ รอบรองฯ กับเชลซี รออยู่

สาวกไก่เดือยทองรายหนึ่ง ทวีตว่า “พวกเรามีเกมรอบรองฯ อีก4 วัน แล้วพวกเราจะส่งแฮร์รี่ เคน ลงไปขณะที่นำ 6-0 เนี่ยนะ?? เป็นการตัดสินใจที่ไม่มีสามารถและก็ประมาทที่สุดที่เคยพบเลย”

ตอนที่แฟนบอลรายหนึ่งประชดประชันว่า “ยอเรนเต้ได้พักเพื่อเกมกับเชลซี” หรืออีกคอมเมนต์ที่กล่าวอย่างอารมณ์เสียว่า “จะส่งเคนลงมาทำบ้าอะไร”

โดยในประเด็นนี้เอง โปเชตติโน่ ได้ชี้แจงช่วงหลังจบเกมที่เขาส่งเคนลงไปเป็นเพราะว่า “มันเป็นการให้เกียรติกับคู่แช่ง คงจะไม่มีช่องทางไหนๆแล้วที่พวกเขาจะได้มองเห็นแฮร์รี่ เคนลงไปในสนาม ถ้าหากไม่ใช่เกมนี้(เอฟเอ คัพ)”

“ที่จะต้องส่งเคนลงไปนั้น ด้วยเหตุว่าจะต้องให้ความเคารพต่อกองเชียร์ที่ต้องการมองเห็นเคนลงไปในสนาม ด้วยเหตุว่าเคน เป็นสัญลักษณ์ของวงการบอลอังกฤษ”

“พวกเขาอาจไม่มีช่องทางได้มองเห็นเขาเท่าไรนัก มันเป็นเรื่องจำเป็นที่ได้เห็นเคนลงไปในสนามในเกมนี้”

สมัครสมาชิกคลิก : UFABET , แทงบอลออนไลน์ , แทงบอลเงินสด , สูตรแทงบอล , สมัคร UFABET , ยูฟ่าเบท , แทงบอลเงินสด Online

3 ทีมหัวตารางพรีเมียร์ลีก


อาวุธลับและจุดอ่อน

ในที่สุดก็แฟนๆบอลทั่วโลกก็เข้าสู่ปีใหม่ซักที และปรากฏว่าทีมที่มีลุ้นแชมป์ในศึกพรีเมียร์ลีกในตอนนี้มีอยู่ 3 ทีมด้วยกัน


ลิเวอร์พูล, สเปอร์ และ แมนฯซิตี้ คือทีมอยู่บนหัวตารางหลังผ่านการแข่งขันไปครึ่งฤดูกาล ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ทำแต้มหิ้งห่าง แมนฯซิตี้ไป 7 แต้ม ขณะที่ไก่เดือยทองดันพลาดท่าไปแพ้ในนัดล่าสุดจนหล่นจากรองจ่าฝูงไปอยู่อันดันสาม

แม้หงส์แดงจะนำเป็นจ่าฝูงอยู่ตอนนี้ แต่เมื่อนับรวมแต้มที่ทีมทำได้ในปี 2018 พวกเขาทำไปได้ 85 แต้ม และด้วยคุณภาพที่ทั้งสามทีมมีอยู่ เชื่อว่าจะเกิดการขับเคี่ยวและเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นไปตลอดจนกระทั่งจบฤดูกาลแน่นอน

และนอกเหนือจากดาวเด่นของทีมที่กำลังฉายแสงอยู่ มีนักเตะอีกคนที่ไม่ได้ถูกพูดถึงหรือยกย่องเท่าที่ควร แม้จะโชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยมก็ตาม และแม้ทั้ง 3 ทีมจะทำแต้มเหนือทีมที่เหลือในพรีเมียร์ลีก แต่ยังไงซะพวกเขาก็มีจุดอ่อนอยู่ในทีมเหมือนกัน

แล้วใครกันคือผู้ปิดทองหลังพระของ ลิเวอร์พูล, สเปอร์ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้? และใครคือจุดอ่อนในทีม UFABET จะพาทุกคนไปสำรวจเรื่องนี้กัน

ลิเวอร์พูล

ผู้ปิดทองหลังพระ : เจมส์ มิลเนอร์

ดูเหมือนว่าทุกอย่างในทีมลิเวอร์พูลจะไปได้สวยเลย พวกเขารั้งจ่าฝูงในลีก, ยังไม่แพ้ใคร และ เสียไปแค่ 7 ประตูจาก 19 นัดในลีก ผลที่ได้ก็คือพวกเขาได้รับการสรรเสริญยกย่องจากแฟนบอลทั่วทุกสารทิศ

ผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่, และ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ เป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะทำได้ แต่มองให้ลึกลงไป เจมส์ มิลเนอร์ ก็คือคนที่ผลงานได้ดีแม้จะไม่เป็นดึงดูดจากคนทั่วไปมากนักก็ตาม

สถิติของดาวเตะสารพัดประโยชน์ เขาลงเล่นให้กับหงส์แดงในลีกไป 270 นาทีในฤดูกาลนี้ และสร้างโอกาสในทีมมากมาย มีแค่ซาลาห์ (2.75) และ เชอร์ดาน ชากีรี่ (1.87) เท่านั้น ที่มีค่าเฉลี่ยการสร้างโอกาสใน 90 นาที มากกว่า มิลเนอร์ (1.84)

รวมไปถึง 270 นาทีของมิลเนอร์นั้น เขาทำการบล็อคลูกยิงได้ 2.76 ครั้งต่อเกม มากกว่านักเตะคนไหนในทีมตอนนี้

“เขายังคงเป็นนักเตะสามอันดับแรกที่มีลุ้นคว้านักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของผม” แกเร็ธ ครูกส์ กูรูชื่อดังของบีบีซี กล่าวหลังเกมที่มิลเนอร์โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในตำแหน่งแบ็คขวากับเกมที่พวูล์ฟ ถ้าหากลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้จริงๆล่ะก็ ความสำคัญของมิลเนอร์ควรได้รับการยอมรับเท่าๆกับซาลาห์และผู้เล่นคนสำคัญในทีมด้วยเช่นกัน

จุดอ่อน : นาธาเนียล ไคลน์ และ อัลแบร์โต้ โมเรโน่

สิ่งที่ทำให้หงส์แดงประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ได้ระดับหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้ามาของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ ในต้นปีนี้ที่ช่วยขันเกมรับของทีมให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

ขณะที่ เดยัน ลอฟเรน และ โจเอล มาติป แม้จะเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ก็ทำได้โอเคเมื่อลงสนามคู่กับฟาน ไดจ์ อย่างไรก็ตาม หากกองหลังชาวดัชต์ดันบาดเจ็บขึ้นมา แนวรับหน้าเก่าทั้งคู่คงได้รับการทดสอบว่าพวกเขาจะมีความมั่นคงแค่ไหน

แต่บางทีปัญหาที่มีมากกว่านั้นคือลิเวอร์พูลมีตัวเลือกในตำแหน่งฟูลแบ็คไม่มากนัก ซึ่ง นาธาเนียล ไคลน์ และ อัลแบร์โต้ โมเรโน่ แทบไม่ไดลงเล่นเลย เนื่องจากปัญหาอการบาดเจ็บและตัวเลือกคนอื่นทำได้ดีกว่า

แอนดี้ โรเบิร์ตสัน สร้างโอกาส 1.64 ครั้งต่อ 90 นาที จากตำแหน่งแบ็คขวาและกลายเป็นฟันเฟื่องสำคัญของคล็อปป์ในการทำเกมรุก เพราะฉะนั้นการที่ทีมจะส่งโมเรโน่ลงสนามก็ดูเป็นเรื่องที่น่ากังวลไม่น้อย

ในฝั่งขวาทีมมีการจัดการที่ดีกว่าบ้าง แต่คล็อปป์มักจะเลือกมิลเนอร์ กองกลางของทีมมาเล่นในตำแหน่งแบ็คขวา มากกว่าไคลน์ที่เป็นแบ็คอาชีพอยู่แล้ว หากเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ไม่สามารถลงสนามได้


สเปอร์

ผู้ปิดทองหลังพระ : เอริค ลาเมล่า

นับตั้งแต่ย้ายมาค้าแข้งกับสเปอร์ในซัมเมอร์ปี 2013 ดูเหมือนเอริค ลาเมล่า มักจะกลายเป็นผู้ที่ถูกลืมเสมอ จนมีข่าวลือบ่อยครั้งว่าเจ้าตัวต้องการย้ายกลับไปเล่นในอิตาลี ซึ่งอาการบาดเจ็บนั้นทำให้เขาไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมได้

ลาเมร่าพลาดการลงสนามไปพอสมควรในฤดูกาลที่แล้ว หลังจากได้รับการผ่าตัดที่สะโพก แต่เขาก็กลับมารยิงประตูได้ในสัปดาห์สุดท้ายของฤดูกาล แม้จะเป็นเพียงแค่ 2 ประตูในลีกเท่านั้น และในฤดูกาลนี้ ลาเมล่ายิงให้ทีมมากกว่าปีก่อนถึง 3 เท่าเลย

ใช่แล้ว ปีกชาวอาร์เจนไตน์ยิงไป 6 ลูกในทุกรายการของฤดูกาล 2018-19 และพิสูจน์ว่าเขาคือหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของไก่เดือยทองอย่างแท้จริง แม้ฟอร์มไม่โดดเด่นเท่าแฮร์รี่ เคน, ซอน เฮือง มิน และ เดเล่ อัลลี่ แต่สถิติของเขาในปีนี้ก็มองข้ามไม่ได้เลยล่ะ

ดาวเตะวัย 26 ปีเลี้ยงผ่านคู่แข่ง 2.26 ครั้งและยิงประตูไป 4.1 ครั้งต่อ 90 นาทีที่ลงเล่นในลีก ซึ่งมากกว่าผู้เล่นสเปอร์คนไหน มากไปกว่านั้น มีเพียงแค่ แฮร์รี่ เคนเท่านั้น ที่ยิงได้ตรงกรอบต่อ 90 นาทีเท่ากับลาเมล่า ( 2.05 ครั้งต่อ 90 นาที)

จุดอ่อน : เอริค ดายเออร์

มีผู้เล่นมากมายในทีมได้เข้าไปเล่นในรอบลึกๆของฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ทำให้โปเช็ตติโน่ต้องหมุนเวียนนักเตะอย่างหนักตั้งแต่ซัมเมอร์เพื่อให้ทุกคนกลับมากระชุ่มกระชวยอีกครั้ง แต่ปัญหาอาการบาดเจ็บทำให้สถานการณ์ลำบากขึ้นไปอีก แต่ทีมก็ยังจัดการเรื่องนั้นได้ดี แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ดูมีปัญหาที่สุดน่าจะเป็นแดนกลางของทีมจากลอนดอนเหนือ สามประสานอย่าง แฮร์รี่ วิงส์, มุสซ่า ซิสโซโก้ และคริสเตียน อิรีคเซ่น ทำผลงานได้น่าประทับใจ แต่ในส่วนกองกลางตัวรับในทีมอย่าง เอริค ดายเออร์ ยังคงปรับปรุงอีกระดับนึงเลย

ดายเออร์ เป็นนักเตะที่พอชชื่นชอบอยู่แล้ว แต่สถิติบ่งบอกว่าถึงเวลาที่พวกเขาต้องหาคนที่ดีกว่ามาแทนที่แล้ว ดายเออร์ชนะการดวลกัน 4.34 ครั้งต่อ 90 นาทีในพรีเมียร์ลีก ซึ่งน้อยกว่าวิงส์ (4.47 ครั้ง/90นาที) ที่ไม่ได้มีจุดเด่นเรื่องเกมรับซะอีก

มากไปกว่านั้น เดเล่ อัลลี่ที่ทำหน้าที่เป็นตัวรุกยังแย่งบอลได้มากกว่า (1.83), บล็อคได้มากกว่า (1.96) และเข้าปะทะ (1.47) ดายเออร์ (1.13,1.34,1.13) ใน 90 นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าผิดหวังมากในฤดูกาลนี้

ความอเนกประสงค์ของแข้งทีมชาติอังกฤษยังคงมีประโยชน์กับสเปอร์อยู่ก็จริง แต่ในตอนนี้ทีมต้องการกองกลางตัวต่ำที่ออกบอลได้เป็นที่สุด และด้วยอาการบาดเจ็บของมุสซ่า เดมเบเล่ กับ วิคเตอร์ วานยาม่าที่ยังอยู่ อาจจะต้องบังคับให้โปเช็ตติโน่ต้องเสริมนักเตะในช่วงเดือนมกราคมนี้


แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ผู้ปิดทองหลังพระ : แฟร์นันดินโญ่

นอกเหนือจากแนวรุกที่เต็มไปพรสวรรค์และความหลากหลายแล้ว นักเตะที่สำคัญที่สุดของเรือใบสีฟ้าคือคนที่ยืนอยู่หลังพวกเขา และการขาดหายของแฟร์นันดินโญ่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ส่งผลกระทบต่อทีมอย่างมากเลย

ทีมของกวาร์ดิโอล่าคว้าชัยได้ถึง 71.3 เปอร์เซนต์ยามที่เขามีแฟร์นันดินโญ่ทำหน้าที่เก็บกวาดในแดนกลางให้ แต่เมื่อทีมไม่แข้งชาวแซมบ้าอยู่ตัวเลขก็ตกลงเหลือแค่ 59.3 เปอร์เซนต์เท่านั้น

การขาดหายไปของเขาชัดเจนว่ามีส่วนทำให้ทีมแพ้ต่อ คริสตัล พาเลซ และ เลสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงคริสมาสต์ ซึ่งทีมจิ้งจอกสีน้ำเงินสร้างโอกาสจากจังหวะโอเพ่นเพลย์ได้ถึง 8 ครั้ง ในวันบ็อกซิ่ง เดย์ที่ชนะซิตี้ 2-1 และมีแค่ อาร์เซน่อลกับวูล์ฟเท่านั้นที่สร้างโอกาสได้ขนาดนั้นในการเจอกับซิตี้ในฤดูกาลนี้

อดีตกุนซือบาร์เซโลน่าพยายามใช้งาน อิลคาย กุนโดกัน และ ฟาเบียน เดลฟ์ ในตำแหน่งของแฟร์นันดินโญ่ แต่มันไม่ได้ผลเอาซะเลย พวกเขาทำได้ดีในเกมรุกและรับยามที่มีแฟร์นันดินโญ่คุมแดนกลางอยู่ ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่าดาวเตะวัย 33 ปีสำคัญแค่ไหน

จุดอ่อน : ฟาเบียน เดลฟ์

อาจจะดูเป็นเรื่องที่รุนแรงไปหน่อยที่จะเลือก เดลฟ์ เป็นจุดอ่อน เมื่อพิจารณาฟอร์มการเล่นอันน่าประหลาดใจของเขาภายใต้การคุมทีมของกวาร์ดิโอล่า แต่การให้เดลฟ์ลงเล่นในตำแหน่งสำคัญของทีมส่งผลให้เห็นถึงข้อบกพร่องของเขาอย่างชัดเจน เพราะเขาไม่สามารถทำทำหน้าที่ได้อย่างนักเตะคนก่อนหน้านี้ทำไว้ได้

อย่างที่ได้กล่าวไว้ด้านบน กองกลางตัวรับคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ซิตี้ดูอ่อนยวบลงไปยามไม่มีแฟร์นันดินโญ่ และไม่มีนักเตะคนไหนอุดช่องว่างนี้ได้เลย เดลฟ์อาจจะเคยยืนอยู่หน้าแผงหลัง แต่เขาก็ทำได้ไม่ใกล้เคียงกับแฟร์นันดินโญ่ซักเท่าไหร่

ถ้าจะให้แฟร์หน่อย เขาอาจจะต้องใช้เวลาซักหน่อยในการพัฒนาบทบาทกองกลางตัวรับ แต่เมื่อเบนจามิน เมนดี้ได้รับบาดเจ็บ เดลฟ์ก็ถูกใช้งานเป็นหลักในตำแหน่งแบ็คซ้ายมากกว่ากองกลางอยู่แล้ว

แข้งทีมชาติอังกฤษทำผลงานได้น่าประทับใจในแผงหลัง แต่เขาก็ทำได้ไม่ดีนักในการเติมรุกเหมือนกับที่เมนดี้ทำ โดยแข้งเลือดน้ำหอมสร้างโอกาส 1.22 ครั้งต่อเกมในลีกฤดูกาลนี้ แต่เดลฟ์ทำได้เพียง 0.57 ครั้งต่อเกมเท่านั้น

เราขอย้ำว่าเดลฟ์ทำได้ดีพอสมควรกับตำแหน่งที่่ไม่คุ้นเคยเลยในทีมเรือใบสีฟ้า แต่แชมป์เก่าอาจจะต้องเสริมทัพในตำแหน่งที่เดลฟ์ลงเล่นซักหน่อย หากพวกเขาต้องการรักษาแชมป์ลีกไว้ให้ได้ในฤดูกาลนี้


Powered by UFABET

จัดทีมตำนาน CM/FM ยุคก่อน พวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้างในตอนนี้?

LEGENDs

เราจะพาสาวกเกม Championship Manager และ Football Manager รุ่นเก๋าย้อนอดีตไปเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว เพราะนี่คือทีมยอดเยี่ยมของเหล่าตำนานนักเตะแห่งเกมผู้จัดการทีมฟุตบอลบนหน้าจอ ซึ่งเรามั่นใจว่าพวกคุณต้องเคยใช้งานหรือผ่านตากับนักเตะเหล่านี้มาไม่มากก็น้อย!


1. GK: CARLOS KAMENI

คุณกำลังมองหาผู้รักษาประตูที่ราคาถูกอยู่ตลอดเวลาและสามารถเล่นไปได้เกินกว่า 10 ปีใน Football Manager ใช่ไหม? ไอดริส คาร์ลอส กาเมนี่ คือคำตอบ ก็ดูค่าพลังปฏิกิริยาของเขาสิ!

เขาคว้าแชมป์ โคปา เดล เรย์ (ในชีวิตจริง) ได้เมื่ออายุ 21 ปี หลังจากที่ย้ายมาร่วมทีม เอสปันญ่อล และทำลายสถิติของสโมสรในด้านการไม่เสียประตูติดต่อกัน ก่อนจะย้ายไป มาลาก้า และกลายเป็นของแสลงของ บาร์เซโลน่า
เขาไม่เคยคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ลีก เหมือนใน Football Manager ที่พวกคุณคงเคยคว้ามาได้ แต่การลงสนามกว่าร้อยเกมใน ลาลิกา และการคว้าแชมป์ แอฟริกันคัพ ออฟเนชันส์ ก่อนที่จะย้ายไป เฟเนบาห์เช่ เมื่อตลาดซื้อขายครั้งล่าสุดก็ทำให้เขาเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง


2. RB: MICHAEL DUFF

​แบ็คขวายอดฮิตที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่า ‘แกรี่ เนวิลล์ ไร้หนวด’ ซึ่งเจ้าตัวเองก็เป็นแฟนตัวยงของเกม Football Manager เช่นกัน เขาเคยบอกกับหนังสือ ‘FM ขโมยชีวิตของผม : 20 ปีแห่งความหมกมุ่นอันงดงาม’ ไว้ว่า ในปี 2012 เบิร์นลีย์ มีคิวเตะกับ น็อตติ้งแฮม ฟอร์เรส และเขากำลังคุมทีมเจ้าป่าอยู่ใน FM เขาจึงขอเข้าไปพบกับ อิสมาเอล มิลเลอร์ เพื่อขอบคุณที่ทำประตูให้เขาในเกมมาตลอดทั้ง 5 ปี กลับกลายเป็นว่า เทพ FM ก็ติด FM ซะอย่างงั้น!

ดัฟฟ์ เป็นนักเตะแบ็คขวาที่เป็นปรากฏการณ์ เขามีค่าตัวเพียงแค่ 50,000 ปอนด์ใน CM 97/98 ส่วนชีวิตของเขาก็ใช้เวลากว่าทศวรรษค้าแข้งอยู่กับเบิร์นลีย์ และติดทีมชาติ ไอร์แลนด์เหนือ 24 เกม ก่อนจะแขวนตั๊ดในปี 2016

ดัฟฟ์ รับงานคุมทีมในชีวิตจริงครั้งแรกในฤดูกาลนี้กับทีมที่สร้างเขามาอย่าง เชลต์นัม ทาวน์ ทีมในลีกลำดับ 5 ของอังกฤษ

ณ ตอนที่เขียนอยู่นี้ ผลงานของทีมก็ค่อนข้างไม่สู้ดีนัก เชลนัมต์ ทาวน์ อยู่ในอันดับ 19 ของตารางคะแนน เขาคาดว่าตอนนี้ ดัฟฟ์ คงกำลังเล็งเสริมกองหน้าเข้ามาในทีมนั่นก็คือ อิสมาเอล มิลเลอร์…


3. CB: ANTHONY VANDEN BORRE

กองหลังสารพัดประโยชน์รายนี้มีพลังแฝงอยู่ในตัวอย่างเปี่ยมล้นจนทำให้เขาติดทีมชาติ เบลเยี่ยม ชุดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุ 16 ปี ดูเหมือนว่าอนาคตที่สดใสกำลังรอเขาอยู่

เขาเติบโตขึ้นมากับ อันเดอร์เลช ซึ่งก็ทำให้เป็นการง่ายมากในการดึงตัวเขาไปร่วมทีมเมื่อคุณเริ่มเกม FM 2005 เกมคุมทีมฟุตบอลใหม่ที่มาแรงหลังจากหมดยุคของ CM และนักเตะรายนี้ก็ทำให้คุณกลายเป็นแชมป์ แชมเปี้ยนส์ลีก

ในชีวิตจริง ชีวิตค้าแข้งเขาออกมากลับตาลปัตร พรสวรรค์ของเขากลายเป็นสิ่งไร้ค่า ปัจจุบัน ฟานเดน บอร์ อายุ 30 ปีและไม่เคยมีฤดูกาลไหนเลยที่เขาลงเล่นเกมลีกมากกว่า 30 เกม

ฟานเดน บอร์ เลิกเล่นในปี 2017 หลังจากถูกปล่อยตัวออกมาจากสโมสรในประเทศ คองโก


4. CB: TARIBO WEST

นักเตะบางคนเกิดมาเป็นคนพิเศษ นักเตะบางคนเกิดมาประสบความสำเร็จ ส่วนคนที่เหลือนักเตะที่คุณสามารถไปดึงตัวมาได้ฟรีๆตั้งแต่เริ่มเกม

เวสต์ แตกต่างกับเทพ FM คนอื่นๆที่มักจะดังตอนอายุน้อย แต่ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของเขาอยู่ใน CM 01/02 ด้วยวัย 27 ปี เขาไม่จำเป็นต้องใช้เวลาปั้น ไม่จำเป็นต้องคิดว่าจะจัดโปรแกรมซ้อมอย่างไรให้เขาโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมออกมา แค่ใส่น้ำร้อนรอ 3 นาทีและกินได้เลย และเขาจะมอบชัยชนะมาให้ทีมของคุณ


5. LB: CRISTIAN CHIVU

คริสเตียน คิวู อดีตกองหลังของ อาหยักซ์ ที่เป็นขวัญใจสาวก CM หลายๆคน เขาเป็นกองหลังที่มีทุกอย่างอยู่ในตัวในราคาที่จับต้องได้

​เมื่อเริ่มต้นเกม CM 01/02 คุณสามารถดึงตัว คิวู ในวัย 20 ปีไปร่วมทีมได้ตั้งแต่เริ่ม เขาจะเข้ามาพร้อมกับพรสวรรค์อันเหลอล้นในตัว และหลังจากที่ได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ไป 1-2 ปี มั่นใจได้เลยว่าเขาจะสามารถพาคุณไปถึงแชมป์ในประเทศและในยุโรปได้

กลับมาที่โลกแห่งควมเป็นจริง ชีวิตค้าแข้งของ คิวู เรียกได้ว่ายอดเยี่ยม เขาอยู่กับ อาหยักซ์ 4 ปีก่อนที่จะย้ายไป โรม่า และ อินเตอร์ แต่น่าเสียดายที่อาการบาดเจ็บที่รบกวนอยู่ตลอดทำให้เขาพัฒนาไปได้ไม่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีแชมป์มากมายในระหว่างค้าแข้งโดยเฉพาะ 3 แชมป์กับ อินเตอร์ ในฤดูกาล 2009/10 ก่อนที่จะแขวนสตั๊ดในวัย 33 ปี


6. CDM: KENNEDY BAKIRCIOGLU

ถึงแม้ เคนเนดี้ จะไม่ได้เซ็นสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อตอนที่ได้ไปทดสอบฝีเท้า แต่ก็ต้องบอกว่าชีวิตค้าแข้งของเขาไม่ได้ล้มเหลว หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ อาหยักซ์ และ ราซิ่ง ซานตานแดร์ อีกทั้งยังเคยลงเล่นให้กับทีมชาติ สวีเดน ไป 14 เกม​

ย้อนกลับไปในยุคของ CM 3 เคนเนดี้ คือนักเตะในฝันของเหล่าผู้จัดการทีม เขาเล่นอยู่ในลีกบ้านเกิดและคุณสามารถดึงตัวมาได้ด้วยค่าตัวแสนถูก อีกทั้ง เคนเนดี้ ยังสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแผงแนวรุก

ปัจจุบัน เคนเนดี้ ในวัย 37 ปีกลับไปที่ สวีเดน เพื่อเล่นให้กับ ฮัมมาร์บี้ ทีมเก่าของเขา และก็ยิงประตูได้บ้างประปราย แต่โมเมนท์สำคัญที่สุดคือการยิงฟรีคิกใส่ โกทบอร์ก ก่อนที่จะฉลองประตูด้วยการรับเบียร์ที่ถูกโยนลงมาจากสแตนด์กลางอากาศ และกระดกลงคออย่างหน้าตาเฉย

ไมลส์ ยาค็อบสัน (ผู้สร้าง FM) ถ้าคุณกำลังอ่านอยู่… ยังไม่สายไปที่จะเพิ่มท่าฉลองประตูใหม่ใน FM2019 นะ (ฮา)


7. CM: MARK KERR

อีกหนึ่งตำนานของ CM ในยุคคลาสออฟ 01/03 เคอรร์ มีชีวิตค้าแข้งที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จในดินแดนวิสกี้ โดยเขาค้าแข้งอยู่ในประเทศอย่างยาวนานกับทีม ฟัลเคิร์ก, ดันดี ยูไนเต็ด และ อเบอร์ดีน

​มีครั้งหนึ่งที่เขาตัดสินใจออกนอกประเทศไปเล่นให้กับ แอสเตราส ตริโปลิส ที่ประเทศ กรีซ และชื่อเสียงที่มีติดตัวอยู่เล็กน้อยก็ช่วยให้เพื่อนร่วมทีมใหม่ของเขาเคยได้ยินชื่อของ เคอร์ มาจากการเล่นเกม!

โมเมนท์ที่น่าจดจำอีกอย่างหนึ่งของ เคอร์ คือประตูที่เขายิงได้ใน แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ใน ดอร์ทมุนด์ ที่เขาไปออกในรายการของ เควิน บริดจ์ ตลกชื่อดังของสก็อตแลนด์


8. CM: FREDDY ADU

มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากๆเมื่อเราต้องยกชื่อของ เฟรดดี้ อาดู มาพูดถึง เนื่องจากเขาไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักทุกครั้งที่เขาเซ็นสัญญากับทีมใหม่ (และก็เป็นอีกครั้งที่เขาถูกปล่อยออกมาจากสโมสรเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา)

​อาดู เคยเป็นนักเตะอาชีพที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์วงการกีฬาของ สหรัฐอเมริกา ในตอนที่เขาได้เล่นให้กับ ดีซี ยูไนเต็ด เมื่ออายุ 14 และไม่กี่ปีต่อมาเขาก็กลายเป็นนักเตะทีมชาติ อเมริกา ที่อายุน้อยที่สุด และถูกเลือกให้ติดทีมออลสตาร์ของ MLS ก่อนที่จะย้ายไป เบนฟิก้า

ทุกอย่างได้พังทลายลงอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ลงเล่นมากนักใน โปรตุเกส ด้วยการที่มาอยู่ในลีกที่มีระดับสูงกว่าเดิม ชีวิตค้าแข้งของเขาเริ่มหยุดนิ่ง และก็ไม่มีวันที่ อาดู ได้ไปอยู่ในจุดที่ถูกคาดหวังเอาไว้

หลังจากที่ผ่านมาหลายปีจากในเกมช่วงที่เขาโด่งดัง อาดู เซ็นสัญญาเล่นให้กับ ลาสเวกัส ไลท์ ในลีกรองแดนมะกัน เขาลงสนามไป 14 เกม ยิง 1 แอสซิสต์ 1 ก่อนจะแยกทางกับทีม (และปัจจุบันอายุ 29 ปี)


9. CAM: TONTON ZOLA MOUKOKO

นี่คือนักเตะที่อาจจะเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คิดว่าเป็นการปฏิเสธ เอซี มิลาน และ ยูเวนตุส เพื่อไปเซ็นสัญญากับ เดอร์บี เคาน์ตี้ เป็นเรื่องที่ดี เขาคือนักเตะที่สมบูรณ์แบบใน CM 00/01 โดยสามารถยิงประตูได้มากกว่า 50 ลูกต่อฤดูกาลแม้จะเล่นในตำแหน่งหลังกองหน้า ในตอนนั้น มูโกโก้ คือซูเปอร์สตาร์ตัวจริงในจอคอม

การตายของน้องชายของเขา และความวุ่นวายในครอบครัว ทำให้เขาต้องออกจาก เดอร์บี้ โดยที่ยังไม่มีโอกาสลงสนามและไปค้าแข้งอยู่แถวๆลีกแสกนดิเนเวีย

ครั้งสุดท้ายที่เขาออกมาในหน้าสื่อ มูโกโก้ ค้าแข้งอยู่กับ คอนโก ยูไนเต็ด ทีมนอกลีกใน สวีเดน และกล่าวกับ BBC ว่า “ผมดีใจกับชีวิตในตอนนี้กับครอบครัวและลูก และหวังว่าสิ่งต่างๆจะไม่กลายเป็นเหมือนกับครั้งที่อยู่กับ เดอร์บี้”


10. ST: KHOUMA BABACAR

เขาอาจจะเป็นนักเตะที่อยู่ในยุคใหม่ไปหน่อย คูมา บาบาก้า แข้งทีมชาติ เซเนกัล พึ่งจะอายุ 25 ปีในตอนนี้ เพราะในตอนที่เขาโด่งดังใน FM 2010 กับ ฟิออเรนติน่า เขาพึ่งจะมีอายุเพียงแค่ 16

ในยุคนั้น บาบาก้า คือนักเตะหมัดหนึ่งสองสลับกับหัวหอกอีกคนอย่าง จอห์น เฟล็ค (ปัจจุบันอายุ 27 อยู่กับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ลงสนาม 0 เกมในลีกสูงสุดนอก สก็อตแลนด์) บาบาก้า เป็นกองหน้าที่มีการจบสกอร์คมกริบ รวมทั้งมีความคิดสร้างสรรค์ในการทำลายแนวรับเป็นเลิศ

ในความเป็นจริง เขาไม่เคยไปถึงระดับที่ถูกคาดเอาไว้ในเกม เขาอยู่กับม่วงมหากาฬมาเกือบทศวรรษและลงสนามใน เซเรียอา ไป 99 เกมก่อนที่จะย้ายออกไป ซาสซูโอโล่ อย่างถาวรเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา

บาบาก้า เป็นอีกหนึ่ง เทพFM ที่ไปได้ไม่สุด โดยฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาคือการถูกยืมตัวไปเล่นให้กับ โมเดน่า ใน เซเรียบี และยิงไป 20 ประตูในฤดูกาลนั้น


11. ST: CHERNO SAMBA

บุคคลผู้เป็นตำนาน หรือบางทีอาจจะเป็นนักเตะยอดเยี่ยมตลอดกาล หากพูดถึงชื่อ แซมบ้า ขึ้นมาก็ต้องทำให้ผู้เล่น CM รุ่นเก๋าต้องหวนนึกถึงอดีต

​คุณสามารถดึงตัว แซมบ้า มาจากอคาเดมี่ของ มิลวอลล์ ได้ตั้งแต่เขาอายุ 16 ปีใน CM 01/02 และเขาก็กลายมาเป็นหนึ่งในนักเตะในทีมชุดใหญ่ของคุณทันที เขารวดเร็ว, ลูกกลางอากาศเยี่ยม, จบสกอร์คมทั้งสองเท้า เชอร์โน แซมบ้า คนนี้คือกองหน้าครบเครื่องแบบไม่ต้องปรุงเพิ่มใดๆ

ในชีวิตจริงล่ะ? เรียกว่าไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ มันก็พูดยากว่าแมวมองของ CM ผิดพลาดในการคาดเดาพรสวรรค์ของเขา ด้วย 132 ประตูใน 32 เกมให้กับทีมอคาเดมี่ด้วยอายุ 13 ปี ใครๆต่างก็คิดว่าเขาเป็นนักเตะพรสวรรค์ที่รอการแจ้งเกิดทั้งนั้น

แซมบ้า ออกจาก มิลวอลล์ ในปี 2004 ไปร่วมทีม กาดิซ ในสเปน ก่อนจะกลับมาที่ อังกฤษ กับ พลายมัธ และ เวร็กซ์แฮม และไปเล่นในลีก นอร์เวย์ และ กรีซ ต่อจากนั้น โดยที่ไม่ได้โชว์ผลงานที่ยอดเยี่ยมมากนัก ทั้งนี้เขายังยิงได้เพียงประตูเดียวจาก 29 เกมที่ลงสนามให้กับทีมชาติ แกมเบีย แซมบ้า ตัดสินใจแขวนสตั๊ด ในวัย 29 ปี


12. สำรอง: TÓ MADEIRA

เขาคือกองหน้าที่เป็นหนึ่งเดียวที่สามารถยิงได้ถึง 100 ลูกต่อฤดูกาล ถ้าหากคุณใช้เขาถูกที่ถูกทาง

​และชีวิตนอกจอของเขาล่ะ? เรื่องทั้งหมดถูกกุขึ้นมาทั้งนั้น

ในขณะที่กำลังเร่งปั่นงานให้ทันเส้นตาย นักรีเสิร์ช โปรตุเกส คนนี้ไม่ได้ตระหนักว่ามีหนึ่งคนที่แมวมองของพวกเขาได้สร้างตัวเองขึ้นมา และทำให้ตัวเองกลายเป็นกองหน้าสุดเทพ…

แน่นอนว่า CM ได้ออกแพทช์ถอด เมไดร่า ออกจากเกมไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ที่เกมออกมาเมื่อความผิดพลาดถูกต้นพบ แต่มันก็สายไปแล้วเพราะเขาได้กลายเป็นหนึ่งในตำนานเรื่องเล่าของ CM/FM ที่บอกต่อๆกันมาในรุ่นหลัง


13. สำรอง: JOAO PAIVA

คุณสามารถดึงตัวเขามาได้ฟรีๆใน CM 01/02 หลังจากนั้นกองหน้าแดนฝอยทองวัย 17 ปีคนนี้ก็จะผลิตสกอร์ให้คุณอย่างหยุดไม่อยู่ แต่ในชีวิตจริงล่ะ?

ไพวา เคยมีประสบการณ์ไปถึง แชมเปี้ยนส์ลีก! โอเค มันอาจจะเป็นแค่ แชมเปี้ยนส์ลีก คัดเลือกรอบแรกในปี 2006/07 ที่เขาช่วยให้ อพอลลอน ลิมาสซอล ทีมจากลีก ไซปรัส เอาชนะ คอร์ก ซิตี้ ไปได้ แต่ไม่เอาน่า อย่างน้อยมันก็เป็น แชมเปี้ยนส์ลีก อยู่ดี!

มันเป็นเรื่องมากในการหาข้อมูลของเกมรอบคัดเลือกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่เราก็พบไลน์อัพยืนยันว่าเขาได้ลงเล่นทั้งสองเกม แม้ว่าเราจะรู้มาว่าเขาได้เล่นตำแหน่งกองกลางในเกมแรก และแบ็คซ้ายในเกมที่สอง

ต่อมาเขาย้ายไปเล่นในลีกรองของลีก สวิส ก่อนที่จะเลิกเล่นเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังจากยิงไป 16 ประตูจาก 28 เกมที่ลงเล่น ถือว่าเป็นผลงานที่น่าประทับใจถ้าคุณไม่รู้ว่าทีมที่เขาเล่นอยู่ในลีกลำดับ 5 ของ สวิตเซอร์แลนด์ และ ไพวา ก็อายุ 35 แล้ว


Powered by UFABET

จัดอันดับ 10 เซนเตอร์แบ็คที่เล่นกับบอลได้ดีที่สุดในโลก


รับก็ดีทำเกมก็ได้

​นี่คือการจัดอันดับ 10 เซนเตอร์แบ็คที่เล่นกับบอลได้ดีที่สุดในโลก มาดูกันว่า จะมีกองหลังจากทีมของรักของคุณติดมาหรือเปล่า


ในปัจจุบัน เกมฟุตบอลดุเหมือนจะเน้นความสำคัญไปที่การครองบอล เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเก็บบอลไว้กับทีมให้นานที่สุด รวมถึงการแย่งบอลกลับมาได้ให้เร็วที่สุด

ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้การเล่นของผู้เล่นในแต่ละตำแหน่งเปลี่ยนไป โดยเฉพาะบรรดาเซนเตอร์แบ็ค จากเดิมที่พวกเขาแค่เพียงทำหน้าที่ในเกมรับให้ดี แต่ในปัจจุบัน พวกเขาต้องมีส่วนในเกมรุกมากขึ้น ต้องเล่นกับบอลได้ดี รวมถึงเป็นคนคอยขึ้นเกมรุกให้ทีม ราวกับเป็นเพลย์เมคเกอร์คนหนึ่ง หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Ball-playing center back ซึ่งเราจะขอนิยามพวกเขาว่า เซนเตอร์แบ็คที่เล่นกับบอลได้ดี

และนี่ก็คือ 10 เซนเตอร์แบ็คที่เล่นกับบอลได้ดีที่สุดในปัจจุบัน มาดูกันว่าพวกเขาเป็นใครกันบ้าง


อันดับ 10 : มานูเอล อคานจี (ดอร์ทมุนด์)

ในตอนต้นฤดูกาล คุณคงแทบไม่เคยได้ยินชื่อของอคานจีมาก่อน เขาย้ายมาอยู่กับดอร์ทมุนด์ในฤดูกาลนี้ โดยก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งจะลงเล่นในลีกของสวิตเซอร์แลนด์มาเพียง 79 เกมเท่านั้น

แต่ตอนนี้ คุณสามารถพบข้อมูลของกองหลังชาวสวิสได้อย่างง่ายดาย เพราะเจ้าตัวทำผลงานได้ดีมากในบุนเดสลีก้า ดาวเตะวัย 23 ปี เป็นเจ้าของสถิติเข้าบล็อกการทำประตูมากที่สุดในทีมที่ 9 ครั้ง (นับเฉพาะในลีก) พร้อมกับมีค่าเฉลี่ยตัดบอลได้ 1.4 ครั้ง/เกม ซึ่งมีเพียงแดน-อักเซล ซากาดู เท่านั้นที่ทำได้มากกว่าเขาในทีม

อคานจีเป็นกองหลังที่เล่นกับบอลได้ยอดเยี่ยม โดยในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก กับคลับ บรูช เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กองหลังรายนี้มีสถิติสัมผัสบอลถึง 176 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิตินักเตะได้สัมผัสบอลต่อเกมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของนักเตะทัพเสือเหลืองในศึกชิงถ้วยหูโต นอกจากนี้ อคานจียังเป็นเซนเตอร์แบ็คที่จ่ายบอลที่สุดในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม (465 ครั้ง) ทั้งที่ได้ลงสนามแค่เพียง 4 เกมเท่านั้น

สถิติสำคัญ : อคานจีออกบอลยาวสำเร็จถึง 70 ครั้ง จากเกมลีก 13 นัด และนี่ก็เป็นสถิติผ่านบอลยาวสำเร็จมากที่สุดของบรรดานักเตะเอาท์ฟิลด์ทัพเสือเหลือง


อันดับ 9 : เลโอนาร์โด โบนุชชี่ (ยูเวนตุส)

หลายๆ ครั้ง ที่เราจะเรียกกองหลังในฟุตบอลสมัยใหม่ว่า ‘ลิเบโร่’ ซึ่งโบนุชชี่เองก็มีสไตล์การเล่นเป็นแบบนั้น เขาถือเป็นกองหลังที่เล่นกับบอลได้ดี เรามักจะเห็นทีมชาติอิตาลีนิยมการเล่นบอลยาวไปยังพื้นที่สุดท้าย เพื่อเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งอย่างรวดเร็ว หรือบางทีเราก็จะเห็นกองหลังเติมขึ้นมาเป็นกองกลางเพื่อช่วยโจมตีคู่แข่ง และกองหลังของยูเวนตุสก็เป็นส่วนสำคัญในแผนการเล่นนี้

แต่ในวัย 31 ปี โบนุชชี่อาจจะไม่สามารถเติมเกมขึ้นมาได้เหมือนก่อน อย่างไรก็ตาม เขาสามารถควบคุมการเล่นเกมรุกของทีม ด้วยบอลยาวอันแม่นยำของตัวเองได้ นอกจากนี้ เจ้าตัวยังเป็นกองหลังที่อ่านเกมได้เฉียบขาดมาก ด้วยสถิติการตัดบอลมากที่สุดในทีม โดยทำได้ถึง 25 ครั้งในศึกเซเรีย อา

สถิติสำคัญ : หากนับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว โบนุชชี่เป็นเซนเตอร์แบ็คที่ออกบอลยาวได้แม่นยำที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเซเรีย อา ด้วยการจ่ายบอลยาวสำเร็จ 346 ครั้ง


อันดับ 8 : จอห์น สโตนส์ (แมนฯ ซิตี้)

หากย้อนกลับไปสักปีสองปี คุณคงไม่คิดว่าจะมีชื่อของสโตนส์ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกได้

อย่างไรก็ตาม การมาอยู่กับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ทำให้เขาพัฒนาเป็นอย่างมาก และกลายเป็นเซนเตอร์แบ็คตามสไตล์ของอดีตกุนซือบาร์เซโลน่า กองหลังทีมชาติอังกฤษเล่นกับบอลได้ดี อ่านเกมได้อย่างชาญฉลาด และเล่นเกมรับได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา อดีตกองหลังเอฟเวอร์ตันก็ทำผลงานได้ดีมาก เจ้าตัวจ่ายบอลสำเร็จถึง 453 ครั้ง ซึ่งมีเพียงเซร์จิโอ้ รามอส เท่านั้น ที่จ่ายบอลสำเร็จมากกว่าในฟุตบอลโลก (481 ครั้ง)

สถิติสำคัญ : นับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สโตนส์เป็นคนที่จ่ายบอลสำเร็จสูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกด้วยสถิติ 95.3% (นับเฉพาะนักเตะที่ได้ลงมากกว่า 10 เกม)


อันดับ 7 : เซร์จิโอ้ รามอส (เรอัล มาดริด)

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รามอสถือเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็คที่ดีที่สุดในโลก และเป็นส่วนสำคัญให้ทีมประสบความสำเร็จมากมาย โดยเฉพาะการคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก 4 สมัย

รามอสเป็นเซนเตอร์แบ็คที่จ่ายบอลสำเร็จมากที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา รวมถึงเป็นกองหลังที่จ่ายบอลในพื้นที่สุดท้ายสำเร็จมากที่สุดอีกด้วย (81 ครั้ง)

นอกจากนี้ กัปตันทีมเรอัล มาดริด มักจะเป็นคนที่ยิงจุดโทษให้ทีม และมักจะช่วยเหลือทีมในจังหวะสำคัญได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสกัดจังหวะอันตราย รวมถึงการทำประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม การที่ปราการหลังทีมชาติสเปนอยู่แค่เพียงอันดับ 7 ก็เพราะเขามักจะมีจังหวะโฉ่งฉ่างอยู่เรื่อยๆ


อันดับ 6 : คาลิดู คูลีบาลี่ (นาโปลี)

เกมที่นาโปลีเจอกับลิเวอร์พูลทั้ง 2 เกม ได้ทำให้แฟนบอลพรีเมียร์ลีกเห็นฟอร์มการเล่นของคูลีบาลี่แบบเต็มๆ และมันก็ทำให้พวกเขาได้รู้ว่า ปราการหลังชาวเซเนกัลนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน

ในเซเรีย อา ฤดูกาลนี้ คูลีบาลี่มีสถิติเข้าปะทะสำเร็จ 32 ครั้ง และชนะการดวลลูกกลางอากาศ 39 ครั้ง มากกว่าใครทั้งหมดในทีม แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของเขาก็คือ การเล่นกับบอลได้อย่างยอดเยี่ยม กองหลังวัย 27 ปี จ่ายบอลสำเร็จ 457 ครั้ง ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ศึกเป็นสถิติที่มากที่สุดของทีมจากเนเปิ้ลส์ นอกจากนี้ อดีตกองหลังของเกงค์ยังจ่ายบอลยาวสำเร็จถึง 81 ครั้งในลีก และฟอร์มการเล่นดังกล่าวทำให้เจ้าตัวตกเป็นข่าวอย่างหนักกับแมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งถ้าคูลีบาลี่ย้ายมาจริง เขาก็น่าจะยกระดับเกมรับของทัพปีศาจแดงไปอีกขั้นได้

สถิติสำคัญ : คูลีบาลี่จ่ายบอลสั้นสำเร็จมากที่สุดในเซเรีย อา ฤดูกาลนี้ โดยเจ้าตัวส่งบอลสั้นสำเร็จถึง 960 ครั้ง


อันดับ 5 : เคราร์ด ปิเก้ (บาร์เซโลน่า)

ปิเก้ถือเป็นเซนเตอร์แบ็คที่เล่นกับบอลได้ดีมานานแล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่เล่นให้กับบาร์เซโลน่าในปี 2008-2011 ที่มีเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นผู้จัดการทีม เขาสามารถเล่นกับบอลได้เยี่ยม ถ่ายบอลได้ดี และเล่นเกมรับได้แข็งแกร่งราวกับสัตว์ประหลาด

จนมาในปัจจุบัน ปิเก้ก็ยังทำผลงานได้ไม่ต่างจากเดิมนัก เจ้าตัวมีสถิติจ่ายบอลเข้าเป้าถึง 92% หรือคิดเป็น 1,180 ครั้ง ในลา ลีก้า ฤดูกาลนี้ ซึ่งมีเพียงอิวาน ราคิติช ที่ทำได้มากกว่าเขา นอกจากนี้ ปราการหลังวัย 31 ปี ยังมีสถิติเลี้ยงบอลได้สำเร็จถึง 7 ครั้งด้วยกัน


อันดับ 4 : โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ (สเปอร์ส)

การบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อแฮมสตริง ทำให้อัลเดอร์ไวเรลด์ได้ลงสนามให้สเปอร์สในฤดูกาลที่แล้วเพียง 22 เกม แต่ในฤดูกาลนี้ เจ้าตัวได้ลงสนามเท่ากับฤดูกาลที่แล้วเรียบร้อย แม้การแข่งขันจะผ่านไปไม่ถึงครึ่งซีซั่นก็ตาม

ในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา อัลเดอร์ไวเรลด์เป็นกองหลังที่จ่ายบอลสำเร็จมากที่สุดเป็นอันดับ 3 เป็นรองเพียงสโตนส์กับรามอส และในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ดาวเตะวัย 29 ปี ก็ยังทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง ด้วยการจ่ายบอลสำเร็จถึง 897 ครั้ง และเป็นบอลในพื้นที่สุดท้ายถึง 124 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติที่มากกว่าผู้เล่นไก่เดือยทองทุกคน

ในซัมเมอร์ที่ผ่านมา ปราการหลังทีมชาติเบลเยี่ยมตกเป็นข่าวอย่างหนักกับแมนฯ ยูไนเต็ด และจากฟอร์มการเล่นในปัจจุบัน ก็ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกองหลังที่ครบเครื่องที่สุดในพรีเมียร์ลีก มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมมูรินโญ่ถึงต้องการตัวอัลเดอร์ไวเรลด์มากขนาดนี้

สถิติสำคัญ : อัลเดอร์ไวเรลด์เป็นนักเตะที่มีค่าเฉลี่ยผ่านบอลยาวต่อเกมสำเร็จมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยเจ้าตัวทำได้ 8.3 ครั้ง/เกม


อันดับ 3 : ดาวิด ลุยซ์ (เชลซี)

สำหรับพวกเราแล้ว ลุยซ์นั้นโดนวิจารณ์มากเกินไป และเราก็คิดว่าเขาควรได้รับคำชื่นชมมากกว่านี้พอสมควร

ปราการหลังหัวฟูรายนี้ชนะการดวลลูกลางอากาศ 38 ครั้ง และตัดบอลได้ถึง 18 ครั้งในพรีเมียร์ลีก ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในบรรดาผู้เล่นเชลซีด้วยกัน

ด้วยสไตล์การเล่นที่กล้าเติมเกมมากกว่ากองหลังทั่วๆ ไป ก็ทำให้ผู้จัดการทีมบางคนเลือกจะให้เขาเป็นตัวสำรอง แต่ไม่ใช่กับเมาริซิโอ ซาร์รี่ เพราะลุยซ์ถือเป็นกองหลังที่เหมาะสมกับสไตล์การทำทีมของกุนซืออิตาเลี่ยน หรือที่เรียกว่า ‘ซาร์ริสโม’ อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ ลุยซ์ยังถือเป็นกองหลังที่วางบอลยาวแม่นยำมาก โดยในฤดูกาลนี้ เขามีสถิติผ่านบอลยาวสำเร็จถึง 103 ครั้ง มากที่สุดเป็นอันดับ 3 จากบรรดากองหลังในพรีเมียร์ลีก

สถิติสำคัญ : ในบรรดานักเตะเชลซี มีเพียงจอร์จินโญ่เท่านั้น ที่จ่ายบอลในพิ้นที่สุดท้ายสำเร็จมากกว่าลุยซ์ในพรีเมียร์ลีก (จอร์จินโญ่ 171 ครั้ง, ลุยซ์ 139 ครั้ง)


อันดับ 2 : อายเมริค ลาปอร์ต (แมนฯ ซิตี้)

ไม่น่าเชื่อเลยว่าปราการหลังรายนี้จะไม่เคยลงเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสแม้แต่นัดเดียว ทั้งที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยที่ลาปอร์ตเคยออกมาบอกว่า ที่เขาไม่ถูกเรียกติดทีม นั่นเป็นเพราะดิดิเยร์ เดสชองส์ มีเหตุผลส่วนตัวในเรื่องนี้

ลาปอร์ตย้ายมาอยู่ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเขาก็ปรับตัวให้เขากับระบบของกวาร์ดิโอล่าได้อย่างรวดเร็ว เจ้าตัวทำผลงานได้ดีไม่ว่าจะจับคู่กับกอมปานีหรือสโตนส์ รวมถึงคุมพื้นที่ของฟูลแบ็คได้ดี และที่สำคัญ เจ้าตัวเล่นกับบอลได้ดีมาก

หากนับตั้งแต่ลาปอร์ตย้ายมาร่วมทีม ก็ไม่มีผู้เล่นเรือใบสีฟ้าคนไหนจ่ายบอลสำเร็จมากกว่าเขา (2,098 ครั้ง) และมันก็ดูเหมือนว่า ยิ่งได้ลงเล่น ปราการหลังวัย 24 ปี ก็มีแต่จะยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆ

สถิติสำคัญ : ลาปอร์ตมีค่าเฉลี่ยจ่ายบอลสำเร็จ 84 ครั้ง/เกม ในลีก ซึ่งมีเพยงจอร์จินโญ่เท่านั้นที่ทำสำเร็จมากกว่าเขา (นับเฉพาะผู้เล่นที่ได้ลงสนามอย่างน้อย 10 เกม)


อันดับ 1 : เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค (ลิเวอร์พูล)

รวดเร็ว ฉลาด แข็งแกร่ง เล่นกับบอลได้ดี นี่คือคุณสมบัติที่บ่งบอกความยอดเยี่ยมของฟาน ไดจ์ค ได้เป็นอย่างดี

ในตอนแรก แฟนบอลหลายๆ คน อาจจะถากถางลิเวอร์พูล ที่ยอมทุ่มเงินที่ถือเป็นสถิติโลกของกองหลัง ด้วยจำนวน 75 ล้านปอนด์ เพื่อดึงกองหลังชาวดัตช์มาร่วมทีม แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นการทุ่มทุนที่คุ้มค่าจริงๆ เพราะนับตั้งแต่ฟาน ไดจ์ค ย้ายมาร่วมทัพหงส์แดง ก็มีเพียงกรานิต ซาก้า ของอาร์เซนอล ที่จ่ายบอลสำเร็จมากกว่าอดีตกองหลังเซาธ์แฮมป์ตัน นอกจากนี้ กองหลังวัย 27 ปี ยังเป็นนักเตะเอาท์ฟิลด์ที่จ่ายบอลยาวสำเร็จมากที่สุดในทีมด้วย

ในตอนแรกอาจจะมีการถกเถียงว่าเขาถือเป็นกองหลังที่ครบเครื่องที่สุดในยุโรปหรือยัง แต่เมื่อเราได้ดูการเล่นของเขาตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูล เราก็แทบจะไม่เห็นจุดบกพร่องของฟาน ไดจ์ค เลย และเจ้าตัวก็สมควรที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็คที่ดีที่สุดในยุโรปได้แล้ว

สถิติสำคัญ : ฟาน ไดจ์ค จ่ายบอลสำเร็จเกิน 90% ถึง 9 จาก 17 เกม ในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้


Powered by UFABET

รวมแข้งที่ราเยวัชเคยจับเปลี่ยนตำแหน่งในทัพช้างศึก


ดีขึ้นหรือแย่ลง

ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าการจับ สิโรจน์ ฉัตรทอง มาเล่นตัวรับครั้งนี้จะได้ผลลัพธ์อย่างไร


แต่ก่อนหน้านี้มีนักเตะหลายคนที่เคยถูก มิโลวาน ราเยวัช จับไปเล่นตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่ของถนัดของตัวเองมาแล้ว ซึ่งก็มีทั้งดี และร้ายแตกต่างกันออกไป จะมีใครกันบ้าง และผลงานเป็นอย่างไรเรารวบรวมมาให้ได้ติดตามกันที่นี่


ธีราทร บุญมาทัน

การเข้ามาของ มิโลวาน ราเยวัช ทำให้นักเตะตัวหลักหลายคนต้องถูกปรับตำแหน่งในสนามใหม่นั่นรวมถึงแบ็คซ้ายเบอร์หนึ่งของไทยอย่างเขาด้วย

เป็นที่รู้กันดีว่า ธีราทร บุญมาทัน คือหนึ่งในแบ็คซ้ายที่ดีที่สุดแห่งยุคเติมเกมได้ยอดเยี่ยมมีทีเด็ดทีขาด และวางบอลได้แม่นยำที่พร้อมจะเพิ่มประสิทธิภาพเกมรุกริมเส้นให้น่ากลัวกว่าเดิม ทว่ากุนซือชาวเซอร์เบียไม่ได้เห็นอย่างนั้นเมื่อมองว่าดาวเตะจาก เมืองทอง ยูไนเต็ด จะสร้างประโยชน์ให้ทีมได้มากขึ้นเมื่อได้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์แทน

จริงอยู่ที่เขาผ่านบอลได้ยอดเยี่ยม และแม่นยำสามารถถ่ายบอลออกซ้ายขวาเปลี่ยนแกนได้ดี แต่หากเทียบกับตำแหน่งเดิมเมื่อถูกส่งลงเล่นจริงๆแม้ว่าจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เขาสามารถเพิ่มศักยภาพได้ดีกว่าในการลงเล่นตำแหน่งเดิม เพราะเล่นได้เป็นธรรมชาติมากกว่าแถมยังโชว์ลูกเก่งอย่างการครอสบอลจากด้านข้างได้ดีกว่าอีกต่างหาก นอกจากนี้ก็ยังเคยจับเขาขึ้นเป็นเล่นปีกซ้ายด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันก็ยังต้องรอลุ้นว่าในศึกเอเชียน คัพ หนนี้ ราเยวัช จะจับเขาเล่นตำแหน่งใด เพราะแบ็คซ้ายที่มาแทนเขาอย่าง กรกช วิริยะอุดมศิริ กำลังทำผลงานดีวันดีคืนที่อาจจะทำให้กุนซือชาวเซอร์เบียตัดสินใจส่งลงสนามพร้อมกันทั้งคู่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีคนใดคนหนึ่งถูกจับไปเล่นตำแหน่งอื่นแทน


สรรวัชญ์ เดชมิตร

เขาน่าจะเป็นผู้ที่เคยถูก มิโลวาน ราเยวัช ปรับตำแหน่งเยอะที่สุดในทีมชุดนี้

ผลงานที่ผ่านมาในระดับสโมสรแสดงให้เห็นว่าเขาคือสุดยอดกองกลางจอมสร้างสรรค์เกมที่หาตัวจับยาก และเป็นผู้เล่นสไตล์เชิงสูงเล่นบอลสวยงามวางบอลได้ยอดเยี่ยม แต่ก่อนหน้านี้ในนามทีมชาติเขายังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นั่นทำให้กุนซือชาวเซอร์เบียต้องพยายามหาทางปรับเขาไปเล่นตำแหน่งอื่นเพื่อรีดศักยภาพของเขาออกมาได้อย่างเต็มที่

โดย สรรวัชญ์ เคยถูกปรับไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางรวมถึงเพลเมคเกอร์หลังกองหน้า แต่ดูเหมือนจะไม่อาจเรียกฟอร์มเก่งออกมาได้ ก่อนที่จากนั้นจะถูกจับไปเล่นริมเส้นฝั่งซ้าย ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถทำอะไรได้ถนัดมากนัก เพราะสไตล์การเล่นของกองกลางจาก “แข้งเทพ” คือตัวจ่ายบอลไม่ใช่ตัววิ่งทำเกมด้านข้างยิ่งไปกว่านั้นในตำแหน่งใหม่ดังกล่าวทำให้เขาต้องไล่บอลคู่แข่งมากกว่าเป็นคนครองบอลด้วยซ้ำ

ท้ายที่สุด ราเยวัช ตัดสินใจหุบเขาเข้ามารับบทจอมทัพอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมเมื่อ สรรวัชญ์ เรียกฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาได้ โดยเฉพาะในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ครั้งที่ผ่านมาเมื่อจัดการแอสซิสต์เป็นว่าเล่น และแทนการขาดหายไปของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้อย่างไร้ที่ติ


ธนบูรณ์ เกษารัตน์

เดิมที ธนบูรณ์ แจ้งเกิดเต็มตัวมากับตำแหน่งกองกลางตัวรับในทีม บีอีซี เทโรศาสน

ธนบูรณ์ เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับได้ดุดันเข้าบอลหนักหน่วง และเด็ดขาดรวมถึงยังสามารถสร้างความกดดันให้คู่แข่งด้วยการขึ้นไปยิงประตูจากนอกกรอบเขตโทษได้รุนแรง อย่างไรก็ตามในยุคของ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เขาถูกถอยลงมาเล่นเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟแทน ซึ่งผลที่ออกมาคือทำได้ยอดเยี่ยมจนกลายเป็นกำลังสำคัญในตำแหน่งนี้ไปโดยปริยาย

หลังการเข้ามาของ มิโลวาน ราเยวัช ด้วยความที่ได้ค้นพบคู่หูเซนเตอร์ฮาล์ฟใหม่อย่าง พรรษา เหมวิบูลย์ และ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ที่เล่นเข้าขาลงตัวทำให้ ธนบูรณ์ ถูกกุนซือชาวเซอร์เบียจับมาเป็นกองกลางตัวรับอีกครั้ง และทำให้เขาได้กลับมาเล่นในตำแหน่งที่เจ้าตัวเคยบอกว่าถนัดที่สุดตั้งแต่เล่นมาอีกต่างหาก

ที่สำคัญเขาได้เล่นคู่กับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จนท้ายที่สุดกลายเป็นยอดคู่หูมิดฟิลด์ตัวรับที่เปลี่ยนให้ไทยมีแดนกลางที่แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาคอยเก็บกวาดก่อนถึงพื้นที่ด้านหลัง และยังช่วยสร้างสรรค์เกมรุกในบางช่วงได้อีกด้วยเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนตำแหน่งที่ทำให้ทัพช้างศึกแกร่งขึ้นอย่างแท้จริง


ชนาธิป สรงกระสินธ์

เราอาจจะเห็นหลายๆเกมที่ ราเยวัช ตัดสินใจเปลี่ยน ชนาธิป สรงกระสินธ์ ออกจากสนามช่วงท้ายเกมบ่อยๆ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่กุนซือาวเซอร์เบียต้องการลองแทคติกใหม่ๆ

ขณะเดียวกัน ราเยวัช เองก็เคยต้องการให้ ชนาธิป เล่นในตำแหน่งอื่นนอกจากมิดฟิลด์ตัวปั้นเกมด้วยเช่นกัน โดยในช่วงซ้อมก่อนอุ่นเครื่องกับจีนเขาถูกจับออกไปเล่นเป็นปีกซ้าย ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่เจ้าตัวเคยเล่นในทีมคอนซาโดเล ซัปโปโร มาแล้ว

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากการที่กุนซือชาวเซอร์เบียหวังให้ความคล่องตัวความเร็ว และกานผ่านบอลของ ชนาธิป มาช่วยเดินเกมรุกริมเส้นให้อันตรายมากขึ้น แต่สุดท้ายดูเหมือนจะไม่เวิร์คเท่าไหร่เมื่อต่อมาในการแข่งจริงๆเขาก็ถูกจับมาเล่นเป็นจอมทัพของช้างศึกเช่นเดิม

ยิ่งไปกว่านั้นเดิมทีการที่เขาถูกจับไปเล่นในตำแหน่งปีกซ้ายในทีมซัปโปโรก็ทำให้ดาวเตะเบอร์ 18 ทำอะไรได้ไม่ถนัด ก่อนจะถูกจับมาเล่นเป็นเพลเมคเกอร์ที่ต่อมาได้ทำให้เขาสร้างชื่อกระหึ่มในญี่ปุ่น และเพิ่งสร้างความยิ่งใหญ่เมื่อถูกเลือกติดทีมเจลีก 2018 ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ


ศุภชัย ใจเด็ด

หลังโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยม มิโลวาน ราเยวัช ไม่ลังเลที่จะดึงเขามาร่วมทัพด้วยทันที

แม้วัยจะยังน้อย แต่ฝีเท้าของเขาอันตรายไม่แพ้ใคร เดิมทีในปีที่ผ่านมากับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เขาเคยถูกจับไปเล่นทั้งกองหน้า และกองกลางตัวรับ ซึ่งก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง และมีส่วนพา “ปราสาทสายฟ้า” คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ ก่อนที่ในรายการเอเชียนเกมส์ล่าสุด ศุภชัย ใจเด็ด จะถูกปลุกความเป็นเพชรฆาตดาวยิงอีกครั้งหลังโชว์ผลงานได้ไร้ที่ติในทัวร์นาเม้นดังกล่าว

อย่างไรก็ตามในทีมของ ราเยวัช ส่วนใหญ่เขาถูกจับไปเล่นริมเส้นรวมถึงกองหน้าฝั่งซ้ายเสียมากกว่าเพื่อเป็นตัวคอยซัพพอร์ทดาวยิงรุ่นพี่อย่าง อดิศักดิ์ ไกรษร ที่ถูกวางเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าแทน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้ยอดเยี่ยมแถมยังยิงประตูในสีเสื้อทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้อีกด้วย


Powered by UFABET

8 แข้งฟอร์มเทพลีก บ้านเกิด ที่ไม่ยอมย้ายไปลีกใหญ่กว่าเสียที


สายไปหรือยัง?

อยู่บ้านเกิดนั้นแสนสบาย พวกเขาเหล่านี้เก่งกาจประสบความสำเร็จและได้รับความยกย่องเยี่ยงราชา ทว่าแฟนบอลอยากจะเห็นพวกเขาในเวทีที่ใหญ่ขึ้นกว่านี้ เพื่อที่จะได้รู้ว่า “เทพจริง” หรือไม่? … 8 นักเตะที่ควรออกมาโชว์เพลงแข้งนอกบ้านเกิด มีใครบ้าง ติดตามได้ที่นี?


อุมัร อับดุลเราะห์มาน

เทพเจ้าแห่งวงการฟุตบอลเอเชียชุดปัจจุบันคือสมญานามที่ อุมัร อับดุลเราะห์มาน เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้รับจากลีลาที่สวยงามยามได้ลงสนาม

อุมัร เป็นวันแมนคลับของ สโมสร อัล ไอน์ ทีมในลีกบ้านเกิด โดยลงเล่นไป 127 นัดยิงไปทั้งหมด 33 ประตู เขานั้นฉายแสงโดดเด่นตั้งแต่อายุ 19 ปี ที่สามารถก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่ได้สำเร็จ และในฟุตบอล โอลิมปิค 2012 ที่สหราชอาณาจักร เป็นเจ้าภาพ อุมัร ก็โชว์ลีลาจนทั้งโลกต้องถามว่า “หมอนี่เป็นใคร!” ซึ่งผลงานในทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าวทำให้นักเตะดังอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ และ หลุยส์ ซัวเรซ ต้องขอเเลกเสื้อกับเขาเลยทีเดียว

เท้าซ้ายของเขาทำให้โลกต้องจับตาทุกฝีเข้าจนถึงวันนี้ และในวัย 26 ปี ก็กำลังเป็นช่วงอายุที่กำลังพีกพอดิบพอดีทั้งในแง่ของความสดและประสบการณ์ ถึงตอนนี้หาก อุมัร ไม่ได้ออกไปสู่โลกกว้าง โลกลูกหนังคงได้เสียดายไปตามๆกันแน่นอน


ยาสุฮิโตะ เอ็นโดะ

“มิสเตอร์ กัมบะ” อย่าง ยาสุฮิโตะ เอ็นโดะ เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นด้วยสถิติมากมาย ไม่ว่าจะติดทีมชาติมากที่สุด 152 นัดตั้งแต่ปี 2002 และต่อเนื่องมาถึง 14 ปี เล่นฟุตบอลโลกมาเเล้วถึง 3 สมัย นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะที่ทำประตูได้ทุกซีซั่นตลอด 20 ฤดูกาลที่ลงเล่นให้ กัมบะ โอซาก้า อีกด้วย

โดยในซีซั่น 2018 ที่ผ่านมา เอ็นโดะ ในวัยเฉียดๆ 40 ปี ลงสนามไปถึง 41 นัดเลยทีเดียว…

ปัจจุบัน คงเป็นไปได้ยากเเล้วที่จะได้เห็นลีลาการปั่นฟรีคิกสุดสวย และการยิงจุดโทษที่เหนือชั้นของเอ็นโดะ ในวัย 37 ปี ที่ต่างเเดน เพราะนอกจากร่างกายที่โรยราเเล้ว เขายังได้รับค่าเหนื่อยที่สมน้ำสมเนื้อถึง 160 ล้านเยน หรือ 13 ล้านบาท ต่อปีเลยทีเดียว


หวู่ เล่ย

นักเตะที่ดีที่สุดของประเทศจีน มีเส้นทางค้าแข้งที่ไม่ธรรมดา เริ่มตั้งแต่วันแรกที่เขาประเดิมสนามในไชนีส ซูเปอร์ลีก เมื่อปี 2006 เขาก็กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้เล่นฟุตบอลลีกอาชีพ ด้วยวัยเพียง 14 ปีกับอีก 287 วันเท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงแฮททริกในลีก โดยเกิดในในเกมกับ เซี่ยงไฮ้ เซินซิน ซึ่ง ณ เวลานั้นเขาอายุเพียงแ 16 ปี กับอีก 289 วัน

ปัจจุบันในวัย 26 ปี หวู่ เล่ย เป็นเพลย์เมคเกอร์คนสำคัญของ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี สโมสรเดียวที่เขาเล่นให้ตลอดอาชีพการค้าแข้ง เขาสามารถเล่นและต่อติดกับแข้งดังระดับโลกอย่าง ฮัลค์ และ ออสการ์ ได้แบบสบายๆ และในฤดูกาล 2017 ที่ผ่านมาเขาลงเล่นมากกว่าใครในทีมถึง 45 นัด ยิงไป 25 ประตูทำไปอีก 11 แอสซิสต์ และในปี 2018 ยิงไปถึง 29 ประตูในเกมลีกที SIPG คว้าแชมป์ลีก อีกทั้งเป็นนักเตะท้องถิ่นที่ยิงประตูมากที่สุดและติดทีมยอดเยี่ยมของลีกอีกด้วย

แม้ว่า ณ เวลานี้ หวู่ เล่ย จะได้รับค่าเหนื่อยระดับ 30,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ทว่าด้วยสถิติและดีกรีที่เรากล่าวมาในข้างต้น เชื่อว่าหากเขาไม่ได้ออกไปพิสูจน์ตัวเองในระดับที่สูงกว่านี้คงจะเป็นอะไรที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง


ยู โคบายาชิ

“ยู โคบายาชิ คนนี้ สุดยอด! คมกริบ ทำให้ ฟรอนตาเล่ เป็นทีมเหมาะสมกับตำแหน่งแชมป์ที่สุด” นี่คือสิ่งที่ ชนาธิป สรงกระสินธ์ พูดถึงดาวยิงวัย 30 ปี ในหัวข้อนักเตะที่เก่งที่สุดในลีกสูงสุดของญี่ปุ่น

ยูนั้น ถือเป็นเจ้าชายของ คาวาซากิ ฟรอนตาเร่ อย่างแท้จริง เพราะนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีมในปี 2010 เขาก็ยึดตำแหน่งตัวจริงและยิงประตูเยอะเป็นเบอร์ต้นๆของทีมเสมอ โดยเฉพาะในฤดูกาล 2017 ที่ผ่านมานั้นคือซีซั่นที่เขาท็อปฟอร์มมากที่สุด ด้วยการซัดไปทั้งหมด 29 ประตูและ 15 แอสซิสต์ จากทุกรายการ

ฟรอนตาเล่ สามารถคว้าแชมป์ เจลีก ได้ในวันสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งเเชมป์ดังกล่าวถือว่าเป็น แชมป์ลีกครั้งแรกของ ยู อีกด้วย ขณะที่ความสำเร็จส่วนตัวในปี 2017 ต้องบอกว่า ยู กวาดเรียบ ทั้งรางวัล MVP,รองเท้าทองคำ และ ติดทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ขณะที่ในปี 2018 ยู ทำไป16 ลูกจาก 34 เกมที่ลงสนาม แม้ว่าเขาจะเจ็บไปในช่วงเริ่มฤดูกาลก็ตาม ทั้งนี้ ฟรอนตาเล่ ยังคว้าแชมป์เจลีกไปครองอีกด้วย

น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาอายุแตะหลักเลข 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นอาจจะทำให้ความสนใจจากสโมสรยุโรปลดหลั่นลงไปบ้าง ทว่าฟุตบอลไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ ผลงานและสถิติต่างหากคือสิ่งยืนยันได้ ซึ่ง ยู แสดงให้เห็นว่า เจ ลีก เล็กเกินไปเสียเเล้วสำหรับเขา ณ ตอนนี้


อิกอร์ อคินเฟเยฟ

การสวมปลอกเเขนกัปตันทีของ ซีเอสเคเอ มอสโก ตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ และการเป็น “เทพเอฟเอ็ม” ในภาคเก่าๆ ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าแฟนบอลทั่วโลกอยากรู้ว่า อิกอร์ อคินฟิเยฟ จะเป็นของจริงแค่ไหนหากได้ออกมาเฝ้าเสาในต่างเเดน

ทว่านายทวารชาวรัสเซียก็มีแค่ข่าวลือเท่านั้น เพราะเขากลายเป็นตำนานของ ซีเอสเคเอ มอสโก ตั้งแต่ยังไม่เลิกเล่น ณ ปัจจุบันในวัย 31 ปี อคินเฟเยฟ ลงเล่นให้ต้นสังกัดไป 400 เกม ขณะที่ในนามทีมชาติรัสเซีย เขาก็ติดทีมเเล้วถึง 103 นัด ซึ่งการติดทีมชาติครั้งแรกของเขาเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 18 ปี 20 วันเท่านั้น

ความสำเร็จในแผ่นดินรัสเซียไม่มีอะไรที่ อคินเฟเยฟ ไม่เคยคว้าได้ (นอกเสียจากดาวซัลโว) เพราะเขาคว้าแชมป์ลีกมาเเล้ว 6 สมัย,ฟุตบอลถ้วยในประเทศ 6 สมัย,ฟุตบอลซูเปอร์คัพ 6 สมัย นอกจากนี้ยังเคยคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ อีก 1 สมัย

ด้านรางวัลส่วนตัวก็มากมายป่วยการจะนับ ถึงตอนนี้ในวัย 31 ปี ถือว่าไม่ใช่ช่วงอายุที่มากมายอะไรเลยสำหรับนักเตะตำแหน่งผู้รักษาประตู …เมื่อความท้าทายในบ้านเกิดหมดสิ้น อคินเฟเยฟ ควรจะออกไปพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว ถึงตอนนี้ยังถือว่าไม่สายเกินไปเสียทีเดียว


อลัน ซาโกเยฟ

ไล่รุ่นกันมากับ อคินเฟเยฟ ที่ได้กล่าวไปในข้างต้น อลัน ซาโกเยฟ เองเป็นผลผลิตของ ซีเอสเคเอ มอสโก 100% เขาได้รับการยกย่องตั้งแต่ยังเด็กเพราะนับตั้งแต่ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่มาตอนอายุ 18 ปี เขาก็ไม่เคยเสียตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ให้นักเตะคนไหนอีกเลย ไม่ว่าจะมีนักเตะละตินหลายรายวนเวียนเข้ามาค้าแข้งกับทีม

ความสำเร็จในระดับสโมสรของ ซาโกเยฟ ก็แทบไม่ต่างอะไรกับ อคินเฟเยฟ สำหรับฟุตบอลลีกในประเทศไม่มีอะไรที่เขาไม่เคยได้ นอกจากนี้ในเวทีระดับโลก ซาโกเยฟ ยังเคยเป็นดาวซัลโวร่วมของฟุตบอลยูโร 2012 อีกด้วย

ในวัน 27 ปี ซาโกเยฟ จะเป็นกำลังสำคัญของ รัสเซีย ลงเล่นฟุตบอลโลก 2018 ต่อหน้าชาวประชาในบ้านเกิด และถ้าหากเขาโชว์ฟอร์มเด่นขึ้นมาและได้รับความสนใจจากทีมดังเหมือนตอนที่เขายังเป็นดาวรุ่ง คงจะเป็นโอกาสดีที่ ซาโกเยฟ จะออกมาค้าแข้งนอกประเทศในช่วงเวลาที่พีกที่สุดของชีวิตค้าแข้ง


โมฮาเหม็ด อัล ซาลาห์วี

นับตั้งแต่หมดยุคของตำนานดาวยิงอย่าง ซามี่ อัล จาเบอร์ ซาอุดิ อาระเบีย ก็ไม่มีกองหน้าคนไหนที่จะโดดเด่นไปกว่า โมฮาเหม็ด อัล ซาลาห์วี่ อีกเเล้ว

สถิติการยิงประตูของเขาเหลือเชื่อสุดๆ การออกสตาร์ทเล่นลีกอาชีพในซาอุดิ อาระเบีย กับ อัล คาดิซิยา ในวัย 17 ปีจนถึงทุกวันนี้กับสโมสร อัล นาสเซอร์ ที่ซื้อตัวเขามาด้วยราคาถึง 8 ล้านยูโร ซึ่งเป็นค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลลีกเเดนเศรษฐีน้ำมัน อัล ซาลาห์วี ก็ยิงประตูถล่มทลายทุกฤดูกาล ถึงตอนนี้สถิติอันน่าเหลือชื่อของเขาคือการลงเล่นในลีกไปทั้งหมด 231 นัดยิงไปถึง 131 ประตู

ด้านผลงานในระดับทีมชาติ อัล ซาลาห์วี ก็ยิงไปถึง 28 ประตูจากการลงเล่นให้ ซาอุดิ อาระเบีย 35 นัด ซึ่งแฟนฟุตบอลไทยคงได้เห็นลีลาของเขามาบ้างในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกที่ดาวยิงวัย 30 ปี ซัดไปถึง 16 ประตูและเป็นดาวซัลโวของโซนเอเชีย เหนือนักเตะดังอย่าง ทิม เคฮิลล์, ซาดาร์ อัซมูน และ ชินจิ โอกาซากิ

ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจะเป็นเวทีที่เขาได้ฉายเเสงครั้งสำคัญ และถ้าหากว่าไม่มีเรื่องเงินมาเป็นอุปสรรค อัล ซาลาห์วี ก็นับว่าเป็นทางออกสำหรับทีมในยุโรปที่กำลังมองหาดาวเตะจอมถล่มประตูเช่นนี้


อาร์เต็ม ดซูบา 

รัสเซีย ไปได้ไกลในฟุตบอลโลก 2018 ส่วนหนึ่่งต้องยกความดีความชอบให้กับ อาร์เต็ม ดซูบา หมายเลข 9 ผู้เก็บบอลได้แทบทุกเม็ด ไม่ว่าจะเป็นบอลโด่งหรือบอลกับพื้น ทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าวทำให้โลกรู้ว่า “หมอนี่เก่งจริง”

ดซูบา นั้นอายุ 30 ปีเเล้วในเวลานี้แต่ก็ไม่เคยออกไปค้าแข้งในต่างเเดนเลยแม้แต่หนเดียว เขาวนเวียนอยู่ในรัสเซียกับ สปาร์ตัก มอสโก,ทอม ทอมสก์,รอสตอฟ และ เซนิตฯ ซึ่งสถิติการยิงประตูของเขาสวยงามตลอด 366 นัดยิงไป 125 ประตูในระดับสโมสรถือว่าไม่ธรรมดา ขณะที่ในนามทีมชาติก็ยิงไปแบบครึ่งๆ 32 นัด 15 ประตูอีกต่างหาก

กองหน้าประเภทเก็บอยู่แบบนี้เหมาะอย่ายิ่งกับพรีเมียร์ลีก หากจะว่ากันตรงๆสถิติอย่าง ดซูบา สามารถลองได้สบายๆ แม้อายุจะเยอะแต่ด้วยสไตล์การเล่นที่เซฟแรง เขาเหมาะมากที่จะเป็นพวกโจ๊กเกอร์ลงมายิงในช่วงเวลาที่ทีมคิดอะไรไม่ออก


Powered by UFABET

ความในใจของเจอร์ราร์ด “ในวันที่พ่อโกรธผม”


โหมโรงแดงเดือด

สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้ออกมาเผยเรื่องราวในวัยเด็กที่ทำให้ผู้เป็นพ่อโกรธเป็นฟืนเป็นไฟหลังจากที่เลือกสวมเสื้อทีมชาติอังกฤษที่มีชื่อของนักเตะทีมคู่อริติดอยู่บนหลังเสื้อ


ก่อนเกมแดงเดือดครั้งสำคัญที่มีคิวจะระเบิดแข้งกันในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ เราลองมาย้อนดู อดีตกัปตันทีม ลิเวอร์พูล อย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่เคยเล่าถึงเหตุการณ์ในสมัยเด็กที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นสาวกหงส์แดงแบบเต็มตัว

สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของลิเวอร์พูลมาโดยตลอด เคยเปิดอกยอมรับว่า “หากมีใครเอามีดมากรีดเลือดผม คุณจะพบแต่เลือดของหงส์แดงไหลออกมา”

จากเด็กสเกาเซอร์ ที่อยู่ในรั้วแอนฟิลด์มาตั้งแต่เยาวชน จนเติบโตขึ้นเป็นกัปตันทีม และกลายเป็นผู้เล่นระดับตำนานของลิเวอร์พูล ได้เปิดเผยความลับที่อยู่ในใจของเขามาโดยตลอด ผ่านทางหนังสือชีวประวัติของเจ้าตัวว่า ต้นแบบในการเล่นฟุตบอลของเขาในวัยเด็กคือ ไบรอัน ร๊อบสัน

การเป็นคู่อริตลอดกาลระหว่าง แมนฯยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ทำให้ครั้งหนึ่งสมัยเด็กๆ เจอร์ราร์ด เคยทำให้ พ่อของเขาต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เพียงแค่เรื่อง ยูนิฟอร์ม

“เพื่อนของผมมีชุดแข่งทีมชาติอังกฤษที่ปักชื่อของ ไบรอัน รอบสัน อยู่ พวกเรารวมกลุ่มกันเล่นฟุตบอลอยู่ข้างถนนแถวบ้าน และผมได้ขอสวมบทบาทเป็น ไบรอัน ร๊อบสัน ชั่วคราว สำหรับการแข่งขันในวันนั้น เมื่อเพื่อนตกลง ผมเลยถอดเสื้อ ลิเวอร์พูลออก และสวมเสือทีมชาติอังกฤษที่มีชื่อของร๊อบสันแทน”

“ผมรู้สึกว่าตัวเองเจ๋งขึ้นมาทันที” เจอร์ราดพูดอย่างมั่นใจ

“ผมสวมบทบาทเป็น ไบรอัน ร็อบสัน ทั้งการเข้าชาร์จ และ เข้าแท็คเกิลอันหนักหน่วง รวมถึงลูกยิงอันทรงพลัง ได้อยู่ประมาณชั่วโมง โดยลืมเรื่อง แมนฯยูไนเต็ด อย่างสนิทใจ และไม่ได้รู้สึกผิดต่อลิเวอร์พูลเลยแม้แต่นิดเดียวมีเพียงความรู้สึกที่ดีกับการได้สวมบทบาทเป็นฮีโร่ของทีมชาติอังกฤษ”

ร๊อบสัน เป็นเหมือนไอดอลของเด็กๆในยุคนั้น จากการสวมปอกแขนกัปตันทีมสิงโตคำรามกว่า 65 นัด จาก 90 เกม ซึ่งแม้แต่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังยกย่องให้เขาเป็น กัปตัน มาร์เวล จากพลังงานที่วิ่งพล่านได้แบบไม่มีหมดตลอดทั้งเกม แต่ทั้งหมดนี้กลับไม่มีความหมายใดๆเลยกับ พ่อของเจอร์ราด

พ่อเห็นผมเล่นบอลกับเพื่อนผ่านทางหน้าต่างบ้านและโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นว่า

“กลับเข้าบ้านเดี๋ยวนี้ แกทำบ้าอะไรของแกเนี่ย สวมเสื้อนักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ดเล่นบอลเนี่ยนะ” พ่อดุอย่างไม่พอใจ

“พ่อครับนี่เสื้อของ ไบรอัน ร๊อบสัน นะครับ” เจอร์ราดพยายามอธิบาย

แต่พ่อก็ไม่สนใจสิ่งที่ผมพยายามอธิบาย พร้อมสวนกลับออกมาว่า

“แกต้องรู้ดีสิว่าอะไรเป็นอะไร มันเป็นเสื้อของนักเตะแมนฯยูไนเต็ดนะโว้ย และพ่อไม่เคยมีใครในตระกูลเจอร์ราด ทำเรื่องน่าอับอายอย่างนี้ แกคิดว่าเพื่อนบ้านของเราจะคิดยังไงกับแก!” ด้วยความสัตย์จริงตอนนั้นผมคิดว่าผมคงต้องย้ายบ้านกันแล้ว เจอร์ราดเน้นย้ำ

ตอนนั้นผมยังเด็กและสิ่งที่พอโมโหก็ทำให้ผมงงมากๆ เพราะท่าทางของพ่อเหมือนจะไล่ผมออกจากบ้านยังไงยังงั้นเลยเพียงแค่ผมใส่เสื้อนักเตะทีมปีศาจแดงเนี่ยนะ

สุดท้าย เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนั้น กลายเป็นแรงบรรดาลใจสำคัญให้ เจอร์ราร์ดได้รู้ว่า ใครควรจะเป็นฮีโร่ที่แท้จริงของเขาและการจะเป็นสายเลือดหงส์แดงพันธ์แท้นั้น เขาต้องวางตัวอย่างไร เพื่อที่จะได้ “ไม่ต้องเดินเดียวดาย” อย่างแท้จริง


Powered by UFABET


รวมทุกปรากฏการณ์ของ ชนาคุง ในเจลีก 2018

ย้อนกลับไปวันที่ 29 กรกฎาคม 2017 คอนซาโดเล ซัปโปโร เอาชนะ อุราวะ เรดส์ 2-0 ชนาธิป สรงกระสินธ์ กลายเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นลีกสูงสุดของญี่ปุ่น…

“ผมคิดว่าเขาคือนักฟุตบอลอันดับ 1 ในอาเซียน” ฮิโรคัตซึ มิกามิ ผู้อำนวยการสโมสรคอนซาโล ซัปโปโร กล่าวไว้ในวันที่ทีมตัดสินใจดึง ชนาธิป สรงกระสินธ์ จาก เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปร่วมทีมช่วงเลกสองของฤดูกาล 2017 ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปีครึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นแรกของเรื่องราวทั้งหมดที่ทำให้ดาวเตะร่างเล็กชาวไทยกลายเป็นที่รัก และได้รับการยอมรับจากแฟนบอลญี่ปุ่นอย่างล้นหลามในเวลาต่อมา

ครึ่งปีแรกบนแผ่นดินญี่ปุ่น ชนาธิป มีส่วนช่วยพา “นกเค้าแมวเมืองเหนือ” รอดพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จ และไม่ใช่แค่นั้นเพราะผลงานทำได้ส่งผลให้เจลีกยกให้เขาเป็นนักเตะระดับตำนานคนที่สองต่อจาก ชินจิ คางาวะ ที่เคยแจ้งเกิดกับ เซเรโซ โอซาก้า เมื่อครั้งอดีต และแน่นอนนี่คือคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินั้น ซึ่งเขาใช้เวลาแค่ครึ่งซีซั่นเท่านั้น

ฤดูกาล 2018 เริ่มต้นขึ้นเปรียบเสมือนการเดินทางครั้งใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม สโมสรมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือจาก ชูเฮ โยโมดะ มาเป็น มิไฮโล เปโตรวิช เขาเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของทีม และทำให้ “นกเค้าแมวเมืองเหนือ” เปลี่ยนจากทีมหนีตกชั้นในซีซั่นก่อนกลายเป็นท็อปโฟร์ที่เกือบได้ไปเล่นเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ยิ่งไปกว่านั้นเขาทำให้ ชนาธิป มีฤดูกาลอันยอดเยี่ยมที่ได้สร้างความสำเร็จระดับปรากฏการณ์เอาไว้มากมายในขวบปีที่ผ่านมา

และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดของจอมทัพเบอร์ 18 แห่ง คอนซาโดเล ซัปโปโร ในฤดูกาล 2018 ที่เพิ่งปิดฉากลงไป

ยิงประตูแรกบนแผ่นดินญี่ปุ่นหลังรอมา 7 เดือน

ย้อนกลับไปในเกมที่ ซัปโปโร ยกทัพไปเยือน เซเรโซ โอซาก้า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2018 ในขณะที่ทีมเป็นฝ่ายเสียเปรียบหลังถูกเจ้าบ้านนำห่าง 0-2 โคจิ มิโยชิ ของ ซัปโปโร เปิดบอลจากฝั่งขวาเข้ากลางให้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ วิ่งสอดเข้ามาในเขตโทษก่อนลอยตัวโขกเข้าไปอย่างสวยงามพาทีมไล่มาเป็น 1-2 และเป็นการยิงประตูแรกของเจ้าตัวกับการค้าแข้งในเจลีกหลังรอคอยมานานกว่า 7 เดือน

นอกจากนี้ยังเป็นคนไทยคนที่สองที่สามารถทำประตูในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นต่อจาก ธีรศิลป์ แดงดา ที่ทำเอาไว้ในเกมเปิดฤดูกาล 2018 ที่เอาชนะ คอนซาโดเล ซัปโปโร 1-0

ถูกซัปโปโร ซื้อขาดจาก “กิเลนผยอง”

ชนาธิป กลายเป็นศูนย์กลางของ คอนซาโดเล ซัปโปโร เขาคือจอมทัพอันดับหนึ่งของทีมไปแล้วเรียบร้อย โดยช่วงกลางฤดูกาล 2018 หลังทำผลงานที่ยอดเยี่ยมพร้อมซัดไปแล้ว 3 ประตู ทำให้ ซัปโปโร ไม่ลังเลที่จะตัดสินใจเซ็นสัญญาดึงเขามาร่วมทัพแบบถาวร และทำให้เขากลายเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ค้าแข้งในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นไม่ใช่ในสัญญายืมตัวอีกต่อไป

ชนาธิปเอฟเฟกต์

การย้ายมาค้าแข้งในเจลีกของทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา และธีราทร บุญมาทัน รวมถึง จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ และ เชาว์วัฒน์ วีระชาติ ที่เล่นในเจลีก 3 ทำให้มีแฟนบอลชาวไทยติดตามฟุตบอลเจลีกเพิ่มอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมา

สถิติดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ย้ายมาเล่นในญี่ปุ่นเมื่อปี 2017 โดยเวลานั้นเพจเจลีกรายงานว่ามีแฟนบอลไทยติดตามฟุตบอลเจลีกมากถึง 30 เท่า จนถูกเรียกว่าปรากฏการณ์ “ชนาธิปเอฟเฟกต์” ก่อนที่ปี 2018 จะเพิ่มขึ้นเป็น 40 เท่าเลยทีเดียว

เปโตรวิช ยกย่องฝีเท้าเทียบเท่าอิเนียสต้า

ก่อนเกมเลกสอง คอนซาโดเล ซัปโปโร มีงานหนักเมื่อต้องเป็นฝ่ายบุกไปเยือน วิสเซล โกเบ ซึ่งมีโครตแข้งระดับโลกอย่าง อันเดรส อิเนียสต้า เป็นผู้บัญชาการเกมรุกอยู่นั่นทำให้เกมนัดนั้นตกเป็นที่สนใจทั้งสื่อญี่ปุ่น และแฟนบอลชาวไทยที่กำลังจะได้เห็น ชนาธิป สรงกระสินธ์ ลงดวลแข้งกับอดีตมิดฟิลด์บาร์เซโลน่า

แน่นอนว่าการเจอกับทีมที่มีนักเตะระดับโลกย่อมเป็นงานที่หนัก และเมื่อ มิไฮโล เปโตรวิช กุนซือชาวเซอร์เบียร์ ของ คอนซาโดเล ซัปโปโร ถูกสื่อญี่ปุ่นถามถึงความกังวลที่ต้องเจอตัวอันตรายอย่าง อิเนียสต้า เขากับตอบกลับมาว่า “ผมไม่รู้ว่าคุณสังเกตเห็นไหม ในทีมคอนซาโดเล ซัปโปโรก็มี อิเนียสต้า เหมือนกันก็ ชนาธิป ไงล่ะ’”

“ผมคิดว่าชนาธิปอยู่ในระดับเทียบเท่ากับอิเนียสต้า” มิชา กล่าวทิ้งท้ายก่อนเริ่มเกมกับ วิสเซล โกเบ มันแสดงให้เห็นว่าเขาให้ยอมรับในตัวเด็กหนุ่มร่างเล็กคนนี้มากแค่ไหน

กัปตันซัปโปโรยกเบอร์ 10 ให้ใส่

ชนาธิป ยังคงโชว์ฝีเท้าได้ยอดเยี่ยมเขามีทักษะที่มักทำให้คู่แข่ง, แฟนบอลรวมถึงเพื่อนร่วมทีมของเขาเองต้องทึ่งเสมอที่แม้จะมีรูปร่างเล็ก แต่กลับแข็งแกร่ง และเล่นได้โดดเด่นกว่าใครในทีม เขาสามารถทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ในปีที่ผ่านมาทั้งการยิงประตู และการผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตู

ด้วยฝีเท้าอันยอดเยี่ยมทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในทีมโดยเฉพาะตัวกัปตันอย่าง ฮิโรกิ มิยาซาวะ ที่ถึงขั้นออกปากเองว่าเขาเต็มใจที่จะยกเสื้อเบอร์ 10 ซึ่งหมายถึงตำแหน่งจอมทัพคนสำคัญให้กับ ชนาธิป ไว้ใช้ในฤดูกาล 2019 ก่อนที่เจ้าตัวจะตอบกลับแข้งรุ่นพี่แบบเขินๆว่าขอตัดสินใจอีกครั้ง

30 นัด 8 ประตู

หากย้อนกลับไปในช่วงแรกที่ย้ายมาอยู่กับ ซัปโปโร ชนาธิป ต้องตกเป็นตัวสำรองอยู่บ่อยครั้งก่อนจะพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเรื่อยๆ และในปี 2018 เขากลายแข้งคนสำคัญที่ทีมจะขาดไม่ได้

ชนาธิป สรงกระสินธ์ เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ในเจลีกได้ยอดเยี่ยมเขาถูกวางเป็นศูนย์กลางของทีมในการสร้างสรรค์เกมรุก ซึ่ง มิไฮโล เปโตรวิช เทรนเนอร์ชาวเซอร์เบียร์ ส่งเขาลงสนามเป็น 11 คนแรกเสมอ โดยตลอดทั้งซีซั่น ชนาธิป ลงเล่นไป 30 นัด ในฐานะตัวจริงทั้งหมด คิดเป็นเวลาทั้งสิ้น 2,641 นาที พร้อมยิงไป 8 ประตู และแอสซิสต์อีก 3 ครั้ง

เกือบพาทีมไปเล่น ACL ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชนาธิป มีส่วนสำคัญที่พา คอนซาโดเล ซัปโปโร ได้ลุ้นตั๋วไปเล่นรายการเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรกของสโมสร ซึ่งตลอดทั้งฤดูกาลเขาบัญชาการเกมรุกได้น่าประทับใจ และเกือบทำให้ทีมไปเล่นถ้วยเอเชียได้สำเร็จจากการยิงประตูพาทีมขึ้นนำ ซานเฟรชเซ่ ฮิโรชิม่า ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล

เกมดังกล่าวนอกจาก ชนาธิป สรงกระสินธ์ จะได้ลงดวลแข้งกับ ธีรศิลป์ แดงดา อีกครั้ง ยังเป็นเกมสำคัญของทั้งสองสโมสรที่มีตั๋ว ACL เป็นเดิมพัน ยิ่งไปกว่านั้นจอมทัพเบอร์ 18 ยังทำให้ความฝันของแฟนบอลใกล้เข้าไปอีกขั้นเมื่อเขายิงประตูพาทีมขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 3 และเป็นประตูที่ 8 ของเขาในปีนี้

ทว่าน่าเสียดายที่สุดท้ายถูกทีมของ ธีรศิลป์ ตีเสมอเป็น 2-2 ทำให้ ซัปโปโร ต้องลุ้นให้ คาชิมา แอทเลอร์ส ที่จบอันดับ 3 ของฤดูกาลต้องคว้าแชมป์เอ็มเพอเรอร์ส คัพ มาครองให้ได้เพื่อที่ทีมของ ชนาธิป จะได้ไปเล่น เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ในปีหน้า

คว้า MVP ของสโมสร

ปิดท้ายกันด้วยความสำเร็จล่าสุดหลังจากทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในปีที่ผ่านมา ชนาธิป ได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมทีมให้คว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าของสโมสรประจำฤดูกาล 2018 คะแนนแซงหน้ากัปตันทีมอย่าง ฮิโรกิ มิยาซาวะ ไปแบบขาดลอยเป็นอันปิดฉากฤดูกาล 2018 ได้อย่างน่าจดจำ

Powered by UFABET


สมัคร UFABET ดีที่สุดในเอเชีย คืนยอดเสีย 5% ทุกสิ้นเดือน