Search

ทำไมช่วงนี้ มูรินโญ่ จึงหัวร้อนบ่อย ?

ยามที่กุนซือชาวโปรตุกีสออกมาแถลงข่าวกับสื่อต่างๆ ดูเหมือนเขาจะไม่พึงพอใจกับนักเตะในทีม แต่ทว่านี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรสำหรับเขาเลย อเล็กซ์ เฮซส์ จะมาขบคิดดูว่าหมดยุคการคุมทีมแบบแข็งกร้าวแล้วหรือยัง?

ช่างเป็นสัปดาห์ที่ยากลำบากของมูรินโญ่เหลือเกิน เมื่อ 2 วันหลังจากวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาเอือมระอากับพฤติกรรมของ 4 นักเตะหนุ่มในทีม และบอกว่าแข้งดาวรุ่งในวันนี้เป็นพวก ‘นิสัยเสีย’ ผลมาจากทีมของเขาทำได้ได้แค่เสมอกับคริสตัล พาเลซที่หลุดฟอร์มแบบไม่มีสกอร์ในรังเหย้าของตัวเอง

ถ้าเขามองว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้ผู้เล่นในทีม แผนนี้ก็ดูจะไม่เข้าท่าซักเท่าไหร่ และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกเช่นกัน ที่เขาไม่รู้จักเรียนรู้หรืออะลุ่มอล่วยเลย

1 วันก่อนที่มูรินโญ่คร่ำครวญถึงทีมของเขา สมาคมฟุตบอลของไอร์แลนด์ได้ปลด มาร์ติน โอนีล ผู้จัดการทีม และ รอย คีน มือขวาออกจากตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว หลังคู่หูสายโหดมีวิธีการที่ดูจะส่งผลร้ายมากกว่าดีในบางครั้ง และทั้งคู่ก็มีชื่อเสียงอย่างมากกับกาสร้างแรงจูงใจแบบเก่า แต่วิธีการแบบนี้ไม่ว่าจะเป็น การสร้างบรรยบากาศตึงเครียด, การเล่นฟุตบอลที่เน้นกำลังเข้าว่า และ การบั่นทอนจิตใจนักเตะอาจจะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยวิธีการอีกอย่างแทน


รอยยิ้มคือสิ่งสำคัญ

เหตุการณ์ทั้งสองที่เกิดขึ้นติดๆ กันอาจจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้ดูจะค่อยๆ เปลี่ยนไปในฟุตบอลอังกฤษมากกว่าเปลี่ยนแบบทันทีทันใด

ผู้จัดการทีมหลายคนที่มีคาแรคเตอร์แข็งกร้าวพบว่าตัวเองมีมีช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างมาก พวกเขาอาจจะสูญเสียตัวตนไป ไม่ก็โดนไล่ออกไปเลย ทั้ง แซม อัลลาร์ไดซ์, เดวิด มอยส์, โทนี่ พูลิส และ มาร์ค ฮิวจ์ส ซึ่งมูรินโญ่ก็เข้าข่ายเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้ผ่านจุดสุดยอดของพวกเขาเมื่อประมาณ 10 -15 ปีที่แล้ว และไม่มีแนวโน้มว่าช่วงเวลานั้นจะกลับมาเร็ววันนี้เลย

ขณะเดียวกัน ทีมบนหัวตารางของพรีเมียร์ลีกต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ขึ้นชื่อเรื่องการดูแลนักเตะของเขา และเห็นว่าการมีความสนุกสนานในทีมก็ไม่เห็นมีอันตรายอะไรเลย “มันมากกว่าการคว้าชัยชนะมาได้นะ” ครั้งหนึ่ง ชาบีเคยกล่าวเอาไว้ตอนค้าแข้งที่บาร์เซโลน่า “ความทรงจำในยุคนั้นของผมเต็มไปด้วยความสนุกสนานมากๆ เลย”

ซิตี้, ผู้ที่กำลังเดินไปคว้าแชมป์ลีกอย่างสง่างามอีกสมัยในฤดูกาลนี้ ดูเหมือนจะมีความเริงร่าปรากฏออกมาให้เห็นด้วย

เจอร์เกน คล็อปป์ และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อันดับสองและสามในลีกตามลำดับ ก็สร้างทีมขึ้นมาใหม่ให้มีชีวิตชีวามากขึ้น และกระตุ้นแฟนบอลให้ตื่นเต้นด้วยการเล่นที่ทรงพลัง เมื่อถูกถามถึงผู้เล่นของพวกเขา ทั้งคู่ก็ไม่อายที่จะกล่าวคำชื่นชมซักข้อสองข้อ แถมยังชอบเข้าไปกอดนักเตะหลังสิ้นเสียงนกหวีดด้วย มีแต่เรื่องบวกๆ ทั้งนั้น นอกจากนี้ โปเช็ตติโน่ผู้ที่เชื่อในโชคลางสุดๆ นั้นกลัว ‘พลังงานเชิงลบ’ อย่างมาก ทำให้เขาต้องเก็บมะนาวใส่ถ้วยไว้ในออฟฟิศเพื่อต่อต้านพลังงานเหล่านั้นด้วย

เมาริซิโอ ซาร์รี่ ที่พาทีมขึ้นมาอันดับสี่ตามสเปอร์สมาติดๆ แม้จะไม่ค่อยที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มบ่อยๆ แต่ก็ไม่มีพลังงานแย่ๆ แบบนั้น หลังเกมเชลซีพบลิเวอร์พูลเมื่อเดือนที่แล้ว เขาได้พูดคุยกับกุนซือคู่แข่งด้วย “ผมเห็นคล็อปป์มองมาที่ผมกับเกมที่กำลังเกิดขึ้น” ผมถามว่า “คุณยิ้มทำไม?” เขาตอบกลับมาว่า “คุณไม่สนุกกับเกมหรอ?” ผมตอบกลับไปว่า “สนุกมากๆ เลยล่ะ” ซึ่งเขาก็ตอบว่าสนุกมากๆ เช่นกัน


สิ่งที่ตามมา

การแข่งขันแบบนี้อาจจะเป็นเรื่องยากที่แฟนบอลจะทำแบบนั้นได้ และแน่นอนว่าห้องควบคุมการถ่ายทอดสดก็ต้องการให้กุนซือทั้งสองปะทะฝีปากใส่กันข้างสนามมากกว่า แต่ว่าผลลัพธ์จะเป็นสิ่งที่แสดงออกมาแทนคำพูดเสมอ กวาร์ดิโอล่า, คล็อปป์ และโปเช็ตติโน่ คุมทีมได้อย่างยอดเยี่ยมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขาเลย แต่มีข้อเสนอแนะหน่อยว่าซาร์รี่อาจจะไม่ทำแบบเดียวกันแน่

เขาเป็นดั่งน้ำครึ่งแก้วยามเข้ามารับหน้าที่ในเชลซี และพาทีมขึ้นไปบนหัวตารางด้วยการเล่นที่พร้อมเพรียงกันเกือบจะสมบูรณ์แบบก็ว่าได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นเพราะเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

กุนซือคนอื่นๆ ที่อยู่ในพรีเมียร์ลีกมานานอย่าง เอ็ดดี้ ฮาว, คริส ฮิวจ์ตัน และเดวิด ว้ากเนอร์ ก็เป็นบุคคลที่มีความสุภาพคล้ายๆ กัน ซึ่งอาจจะมีความฉุนเฉียวเล็กน้อยในบางครั้ง และการประสบความเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคใหม่ อาจจะที่สุดตลอดกาลด้วย คือการที่เลสเตอร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก โดยมี เคลาดิโอ รานิเอรี่ เป็นคนกุมบังเหียนอยู่ ซึ่งเขาเป็นกุนซือที่แสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะตั้งใจ และแรงผลักดันที่เขาสร้าง ก่อให้บรรยากาศแบบนี้ให้ทีมและเต็มไปด้วยความอบอุ่นใจแก่ทุกคน

ณ จุดนี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่า การที่ผู้จัดการทีมมีลักษณะนิสัยแบบนี้อาจจะเป็นการเป็นการแก้ปัญหาที่ง่ายเกินไปหน่อย สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าตัวเป๊ปและลูกทีมขาดวินัยกันซะเอง เช่นเดียวกัน โจเซ่ มูรินโญ่ ก็รู้วิธีหาความสนุกสนานกับตัวเองมาตลอดอยู่แล้ว แม้จะเป็นมุกตลกแปลกๆ ก็ตามที

โอนีลก็เป็นคนที่มีอารมณ์ขันในตัวเองนะ และคนที่ไม่ค่อยมีความประนีประนอมอย่างคีนก็เช่นกัน ในช่วงเขารับงานอยู่ที่ซันเดอร์แลนด์ “สตาฟฟ์เข้ามาถามผมว่า พวกเขาขอลาได้มั้ยเพราะความลำบากเรื่องชีวิตคู่หรือมีปัญหากับลูกๆ ซึ่งผมคิดว่าผมก็มีข้อดีอยู่นะ ผมเป็นคนมีน้ำใจไงล่ะ”


ความสนุกสนานที่หายไป

แต่มันก็เป็นความจริงที่ว่าผู้จัดการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่มีใจรักหรือต้องต่อสู้มาเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่มีความสนใจกับบางอย่างมากกว่าคนอื่นๆ เป็นพิเศษด้วย คีนคือคนๆ นั้น คนเดียวกันกับคนที่ถูกไบรอัน คลัฟ ชกเข้าไปเต็มหน้า หลังจ่ายบอลคืนหลังพลาด “นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาเคยทำเพื่อผมเลย” คีนกล่าว “มันดีที่เราจะโกรธนะ”

เรื่องเล่านั้นกลายเป็นตำนานในเวลาต่อมา มีการพูดถึงเรื่องเก่าที่ผ่านมา ในยุคที่ชายเป็นชาย ความสนุกสนานถูกโยนทิ้งไป และการถูกตะคอกใส่หน้าเป็นเหมือนพีธีกรรมรับน้อง ซึ่งคีนได้ลงเล่นอาชีพส่วนใหญ่ด้วยวิธีการดังกล่าวที่เล่าลือกันมานาน

ซึ่งทั้งหมดนั้นอาจจะเป็นเรื่องดี แต่นั่นถือเป็นเรื่องผิดพลาด หากคิดว่าวิธีเก่าแบบนั้นจะได้ผลในยุคนี้ เรื่องค่ายในไอร์แลนด์ของคีนที่เขาตามเข้าในห้องพักฟื้น, กล่าวหาผู้เล่นคนอื่นว่าแกล้งเจ็บและไม่ยอมทำงาน แสดงให้เห็นว่าการทำแบบนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความสร้างสรรค์เลย

เช่นเดียวกันกับวิธีการของมูรินโญ่ที่ดูจะเข้ากับนักเตะที่อยู่ในยุคที่ฟุตบอลยังไม่ได้มีเงินตราเข้ามาเกี่ยวข้องขนาดนี้, ผู้ที่เคยเป็นนักเตะเยาวชนในช่วงยุคก่อนพรีเมียร์ลีก และถือเป็นเรื่องโชคดีที่พวกเขาสามารถไปต่อในเส้นทางข้างหน้าได้

มาในวันนี้ วิธีของกุนซือแดนฝอยทองดูจะเป็นผลเสีย เห็นได้จากการที่เขาเกือบทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกในห้องแต่งตัวของเรอัล มาดริด, พาเชลซีตกลงไปอันดับที่ 16 หลังจาก 16 เกมผ่านไปในปี 2015, การที่เขาออกมาวิจารณ์นักเตะในทีมปีศาจแดงเกือบสองครั้งต่อสัปดาห์

ปัจจุบัน นักเตะดาวรุ่งต่างรู้ว่าวงการนี้มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้ชีวิตแบบมหาเศรษฐีอาจจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น และพวกเขาก็ไม้ได้มานั่งทำความสะอาดห้องแต่งตัวหรือทำความสะอาดรองเท้าให้นักเตะรุ่นพี่ในทีมอีกแล้วในวัยนั้น


เปลี่ยนแปลงซะ

ฟุตบอลได้เปลี่ยนไปแล้ว โลกก็เช่นกัน ในยุคที่นักฟุตบอลไม่ต่างกับดารา, ข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมง และการตัดสินผู้คนบนโลกโซเชี่ยลมีเดีย ถ้านักเตะเหล่านี้สามารถแยกแยะคำวิจารณ์เหล่านั้นออกมาได้ มันอาจจะเป็นหนทางที่ทำให้เขาไปในเส้นทางที่นักเตะรุ่นก่อนไม่เคยเข้าไปก็ได้

ไม่ว่าคุณจะเรียกเด็กพวกนี้ว่า นิสัยเสีย, อ่อนไหว หรือไม่มั่นคง มันก็แค่ความหมายหนึ่งเท่านั้น ประเด็นก็คือนักเตะดาวรุ่งวันนี้แตกต่างจากยุคก่อนๆ แล้ว ความท้าทายของผู้จัดการทีมจึงไม่ใช่การเปลี่ยนให้พวกเขาเป็นเหมือนเมื่อก่อน แต่ต้องเปลี่ยนให้พวกเขาตอบสนองกับสิ่งที่เราต้องการมากกว่า

และถ้าผลลัพธ์มันออกมาในทางที่ดี นั้นเป็นเพราะโค้ชที่ดีจริงๆ คือคนที่ตระหนักว่า การให้กำลังใจและการผ่อนผัน ไม่ใช่แค่คำๆ หนึ่งเท่านั้น ซาร์รี่เคยกล่าวไว้ว่า “เขารู้ว่ามีความเป็นเด็กมีอยู่ในนักฟุตบอลทุกคน ส่วนที่สนุกอยู่ตรงนั้น แท็คติกก็คือสิ่งที่สำคัญ แต่เราต้องไม่เสียการมองเห็นรูปแบบของเกม และแน่ใจว่าเด็กที่อยู่ข้างในตัวผู้เล่นกำลังสนุกสนานอยู่ด้วย”

คำกล่าวนี้เป็นสิ่งที่มูรินโญ่, คีน และคนที่เหลือควรนำไปทบทวนให้ดี เพราะเรื่องที่ชายวัยกลางคนต่อต้านความบกพร่องของวัยรุ่นในยุคใหม่นี้ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วในอารยธรรมของมนุษย์โลก และขอสปอยล์หน่อย ไม่มีครั้งไหนที่คนหัวโบราณจะเป็นฝ่ายที่ได้ชัยชนะไปครองนะ

Powered by UFABET


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

สมัคร UFABET ดีที่สุดในเอเชีย คืนยอดเสีย 5% ทุกสิ้นเดือน