Search

ทำไมช่วงนี้ มูรินโญ่ จึงหัวร้อนบ่อย ?

ยามที่กุนซือชาวโปรตุกีสออกมาแถลงข่าวกับสื่อต่างๆ ดูเหมือนเขาจะไม่พึงพอใจกับนักเตะในทีม แต่ทว่านี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรสำหรับเขาเลย อเล็กซ์ เฮซส์ จะมาขบคิดดูว่าหมดยุคการคุมทีมแบบแข็งกร้าวแล้วหรือยัง?

ช่างเป็นสัปดาห์ที่ยากลำบากของมูรินโญ่เหลือเกิน เมื่อ 2 วันหลังจากวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาเอือมระอากับพฤติกรรมของ 4 นักเตะหนุ่มในทีม และบอกว่าแข้งดาวรุ่งในวันนี้เป็นพวก ‘นิสัยเสีย’ ผลมาจากทีมของเขาทำได้ได้แค่เสมอกับคริสตัล พาเลซที่หลุดฟอร์มแบบไม่มีสกอร์ในรังเหย้าของตัวเอง

ถ้าเขามองว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้ผู้เล่นในทีม แผนนี้ก็ดูจะไม่เข้าท่าซักเท่าไหร่ และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกเช่นกัน ที่เขาไม่รู้จักเรียนรู้หรืออะลุ่มอล่วยเลย

1 วันก่อนที่มูรินโญ่คร่ำครวญถึงทีมของเขา สมาคมฟุตบอลของไอร์แลนด์ได้ปลด มาร์ติน โอนีล ผู้จัดการทีม และ รอย คีน มือขวาออกจากตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว หลังคู่หูสายโหดมีวิธีการที่ดูจะส่งผลร้ายมากกว่าดีในบางครั้ง และทั้งคู่ก็มีชื่อเสียงอย่างมากกับกาสร้างแรงจูงใจแบบเก่า แต่วิธีการแบบนี้ไม่ว่าจะเป็น การสร้างบรรยบากาศตึงเครียด, การเล่นฟุตบอลที่เน้นกำลังเข้าว่า และ การบั่นทอนจิตใจนักเตะอาจจะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยวิธีการอีกอย่างแทน


รอยยิ้มคือสิ่งสำคัญ

เหตุการณ์ทั้งสองที่เกิดขึ้นติดๆ กันอาจจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้ดูจะค่อยๆ เปลี่ยนไปในฟุตบอลอังกฤษมากกว่าเปลี่ยนแบบทันทีทันใด

ผู้จัดการทีมหลายคนที่มีคาแรคเตอร์แข็งกร้าวพบว่าตัวเองมีมีช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างมาก พวกเขาอาจจะสูญเสียตัวตนไป ไม่ก็โดนไล่ออกไปเลย ทั้ง แซม อัลลาร์ไดซ์, เดวิด มอยส์, โทนี่ พูลิส และ มาร์ค ฮิวจ์ส ซึ่งมูรินโญ่ก็เข้าข่ายเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้ผ่านจุดสุดยอดของพวกเขาเมื่อประมาณ 10 -15 ปีที่แล้ว และไม่มีแนวโน้มว่าช่วงเวลานั้นจะกลับมาเร็ววันนี้เลย

ขณะเดียวกัน ทีมบนหัวตารางของพรีเมียร์ลีกต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ขึ้นชื่อเรื่องการดูแลนักเตะของเขา และเห็นว่าการมีความสนุกสนานในทีมก็ไม่เห็นมีอันตรายอะไรเลย “มันมากกว่าการคว้าชัยชนะมาได้นะ” ครั้งหนึ่ง ชาบีเคยกล่าวเอาไว้ตอนค้าแข้งที่บาร์เซโลน่า “ความทรงจำในยุคนั้นของผมเต็มไปด้วยความสนุกสนานมากๆ เลย”

ซิตี้, ผู้ที่กำลังเดินไปคว้าแชมป์ลีกอย่างสง่างามอีกสมัยในฤดูกาลนี้ ดูเหมือนจะมีความเริงร่าปรากฏออกมาให้เห็นด้วย

เจอร์เกน คล็อปป์ และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อันดับสองและสามในลีกตามลำดับ ก็สร้างทีมขึ้นมาใหม่ให้มีชีวิตชีวามากขึ้น และกระตุ้นแฟนบอลให้ตื่นเต้นด้วยการเล่นที่ทรงพลัง เมื่อถูกถามถึงผู้เล่นของพวกเขา ทั้งคู่ก็ไม่อายที่จะกล่าวคำชื่นชมซักข้อสองข้อ แถมยังชอบเข้าไปกอดนักเตะหลังสิ้นเสียงนกหวีดด้วย มีแต่เรื่องบวกๆ ทั้งนั้น นอกจากนี้ โปเช็ตติโน่ผู้ที่เชื่อในโชคลางสุดๆ นั้นกลัว ‘พลังงานเชิงลบ’ อย่างมาก ทำให้เขาต้องเก็บมะนาวใส่ถ้วยไว้ในออฟฟิศเพื่อต่อต้านพลังงานเหล่านั้นด้วย

เมาริซิโอ ซาร์รี่ ที่พาทีมขึ้นมาอันดับสี่ตามสเปอร์สมาติดๆ แม้จะไม่ค่อยที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มบ่อยๆ แต่ก็ไม่มีพลังงานแย่ๆ แบบนั้น หลังเกมเชลซีพบลิเวอร์พูลเมื่อเดือนที่แล้ว เขาได้พูดคุยกับกุนซือคู่แข่งด้วย “ผมเห็นคล็อปป์มองมาที่ผมกับเกมที่กำลังเกิดขึ้น” ผมถามว่า “คุณยิ้มทำไม?” เขาตอบกลับมาว่า “คุณไม่สนุกกับเกมหรอ?” ผมตอบกลับไปว่า “สนุกมากๆ เลยล่ะ” ซึ่งเขาก็ตอบว่าสนุกมากๆ เช่นกัน


สิ่งที่ตามมา

การแข่งขันแบบนี้อาจจะเป็นเรื่องยากที่แฟนบอลจะทำแบบนั้นได้ และแน่นอนว่าห้องควบคุมการถ่ายทอดสดก็ต้องการให้กุนซือทั้งสองปะทะฝีปากใส่กันข้างสนามมากกว่า แต่ว่าผลลัพธ์จะเป็นสิ่งที่แสดงออกมาแทนคำพูดเสมอ กวาร์ดิโอล่า, คล็อปป์ และโปเช็ตติโน่ คุมทีมได้อย่างยอดเยี่ยมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขาเลย แต่มีข้อเสนอแนะหน่อยว่าซาร์รี่อาจจะไม่ทำแบบเดียวกันแน่

เขาเป็นดั่งน้ำครึ่งแก้วยามเข้ามารับหน้าที่ในเชลซี และพาทีมขึ้นไปบนหัวตารางด้วยการเล่นที่พร้อมเพรียงกันเกือบจะสมบูรณ์แบบก็ว่าได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นเพราะเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

กุนซือคนอื่นๆ ที่อยู่ในพรีเมียร์ลีกมานานอย่าง เอ็ดดี้ ฮาว, คริส ฮิวจ์ตัน และเดวิด ว้ากเนอร์ ก็เป็นบุคคลที่มีความสุภาพคล้ายๆ กัน ซึ่งอาจจะมีความฉุนเฉียวเล็กน้อยในบางครั้ง และการประสบความเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคใหม่ อาจจะที่สุดตลอดกาลด้วย คือการที่เลสเตอร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก โดยมี เคลาดิโอ รานิเอรี่ เป็นคนกุมบังเหียนอยู่ ซึ่งเขาเป็นกุนซือที่แสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะตั้งใจ และแรงผลักดันที่เขาสร้าง ก่อให้บรรยากาศแบบนี้ให้ทีมและเต็มไปด้วยความอบอุ่นใจแก่ทุกคน

ณ จุดนี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่า การที่ผู้จัดการทีมมีลักษณะนิสัยแบบนี้อาจจะเป็นการเป็นการแก้ปัญหาที่ง่ายเกินไปหน่อย สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าตัวเป๊ปและลูกทีมขาดวินัยกันซะเอง เช่นเดียวกัน โจเซ่ มูรินโญ่ ก็รู้วิธีหาความสนุกสนานกับตัวเองมาตลอดอยู่แล้ว แม้จะเป็นมุกตลกแปลกๆ ก็ตามที

โอนีลก็เป็นคนที่มีอารมณ์ขันในตัวเองนะ และคนที่ไม่ค่อยมีความประนีประนอมอย่างคีนก็เช่นกัน ในช่วงเขารับงานอยู่ที่ซันเดอร์แลนด์ “สตาฟฟ์เข้ามาถามผมว่า พวกเขาขอลาได้มั้ยเพราะความลำบากเรื่องชีวิตคู่หรือมีปัญหากับลูกๆ ซึ่งผมคิดว่าผมก็มีข้อดีอยู่นะ ผมเป็นคนมีน้ำใจไงล่ะ”


ความสนุกสนานที่หายไป

แต่มันก็เป็นความจริงที่ว่าผู้จัดการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่มีใจรักหรือต้องต่อสู้มาเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่มีความสนใจกับบางอย่างมากกว่าคนอื่นๆ เป็นพิเศษด้วย คีนคือคนๆ นั้น คนเดียวกันกับคนที่ถูกไบรอัน คลัฟ ชกเข้าไปเต็มหน้า หลังจ่ายบอลคืนหลังพลาด “นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาเคยทำเพื่อผมเลย” คีนกล่าว “มันดีที่เราจะโกรธนะ”

เรื่องเล่านั้นกลายเป็นตำนานในเวลาต่อมา มีการพูดถึงเรื่องเก่าที่ผ่านมา ในยุคที่ชายเป็นชาย ความสนุกสนานถูกโยนทิ้งไป และการถูกตะคอกใส่หน้าเป็นเหมือนพีธีกรรมรับน้อง ซึ่งคีนได้ลงเล่นอาชีพส่วนใหญ่ด้วยวิธีการดังกล่าวที่เล่าลือกันมานาน

ซึ่งทั้งหมดนั้นอาจจะเป็นเรื่องดี แต่นั่นถือเป็นเรื่องผิดพลาด หากคิดว่าวิธีเก่าแบบนั้นจะได้ผลในยุคนี้ เรื่องค่ายในไอร์แลนด์ของคีนที่เขาตามเข้าในห้องพักฟื้น, กล่าวหาผู้เล่นคนอื่นว่าแกล้งเจ็บและไม่ยอมทำงาน แสดงให้เห็นว่าการทำแบบนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความสร้างสรรค์เลย

เช่นเดียวกันกับวิธีการของมูรินโญ่ที่ดูจะเข้ากับนักเตะที่อยู่ในยุคที่ฟุตบอลยังไม่ได้มีเงินตราเข้ามาเกี่ยวข้องขนาดนี้, ผู้ที่เคยเป็นนักเตะเยาวชนในช่วงยุคก่อนพรีเมียร์ลีก และถือเป็นเรื่องโชคดีที่พวกเขาสามารถไปต่อในเส้นทางข้างหน้าได้

มาในวันนี้ วิธีของกุนซือแดนฝอยทองดูจะเป็นผลเสีย เห็นได้จากการที่เขาเกือบทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกในห้องแต่งตัวของเรอัล มาดริด, พาเชลซีตกลงไปอันดับที่ 16 หลังจาก 16 เกมผ่านไปในปี 2015, การที่เขาออกมาวิจารณ์นักเตะในทีมปีศาจแดงเกือบสองครั้งต่อสัปดาห์

ปัจจุบัน นักเตะดาวรุ่งต่างรู้ว่าวงการนี้มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้ชีวิตแบบมหาเศรษฐีอาจจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น และพวกเขาก็ไม้ได้มานั่งทำความสะอาดห้องแต่งตัวหรือทำความสะอาดรองเท้าให้นักเตะรุ่นพี่ในทีมอีกแล้วในวัยนั้น


เปลี่ยนแปลงซะ

ฟุตบอลได้เปลี่ยนไปแล้ว โลกก็เช่นกัน ในยุคที่นักฟุตบอลไม่ต่างกับดารา, ข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมง และการตัดสินผู้คนบนโลกโซเชี่ยลมีเดีย ถ้านักเตะเหล่านี้สามารถแยกแยะคำวิจารณ์เหล่านั้นออกมาได้ มันอาจจะเป็นหนทางที่ทำให้เขาไปในเส้นทางที่นักเตะรุ่นก่อนไม่เคยเข้าไปก็ได้

ไม่ว่าคุณจะเรียกเด็กพวกนี้ว่า นิสัยเสีย, อ่อนไหว หรือไม่มั่นคง มันก็แค่ความหมายหนึ่งเท่านั้น ประเด็นก็คือนักเตะดาวรุ่งวันนี้แตกต่างจากยุคก่อนๆ แล้ว ความท้าทายของผู้จัดการทีมจึงไม่ใช่การเปลี่ยนให้พวกเขาเป็นเหมือนเมื่อก่อน แต่ต้องเปลี่ยนให้พวกเขาตอบสนองกับสิ่งที่เราต้องการมากกว่า

และถ้าผลลัพธ์มันออกมาในทางที่ดี นั้นเป็นเพราะโค้ชที่ดีจริงๆ คือคนที่ตระหนักว่า การให้กำลังใจและการผ่อนผัน ไม่ใช่แค่คำๆ หนึ่งเท่านั้น ซาร์รี่เคยกล่าวไว้ว่า “เขารู้ว่ามีความเป็นเด็กมีอยู่ในนักฟุตบอลทุกคน ส่วนที่สนุกอยู่ตรงนั้น แท็คติกก็คือสิ่งที่สำคัญ แต่เราต้องไม่เสียการมองเห็นรูปแบบของเกม และแน่ใจว่าเด็กที่อยู่ข้างในตัวผู้เล่นกำลังสนุกสนานอยู่ด้วย”

คำกล่าวนี้เป็นสิ่งที่มูรินโญ่, คีน และคนที่เหลือควรนำไปทบทวนให้ดี เพราะเรื่องที่ชายวัยกลางคนต่อต้านความบกพร่องของวัยรุ่นในยุคใหม่นี้ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วในอารยธรรมของมนุษย์โลก และขอสปอยล์หน่อย ไม่มีครั้งไหนที่คนหัวโบราณจะเป็นฝ่ายที่ได้ชัยชนะไปครองนะ

Powered by UFABET


12 สุดยอดนักเตะที่ไม่เคยคว้าบัลลงดอร์

อีกหนึ่งสัปดาห์ พิธีมอบรางวัลลูกบอลทองคำ หรือที่เรารู้จักกันในนาม ‘บัลลงดอร์’ ก็จะมีขึ้น และดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้เป็นของเมสซี่ หรือโรนัลโด้อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม มีนักฟุตบอลหลายๆ คน ที่พลาดการคว้าบัลลงดอร์ไป ทั้งๆ ที่พวกเขามีฝีเท้าในระดับโลก และเราก็จะมาจัดอันดับ 12 ยอดแข้ง ที่ไม่เคยคว้าบัลลงดอร์เลยตลอดอาชีพ มาดูกันว่ามีใครบ้าง

**คำอธิบาย : งานเขียนนี้จะนับรวมเฉพาะนักเตะในช่วง 20 ปีล่าสุด ซึ่งเราจะไม่นับบรรดานักเตะที่เล่นก่อนกลางทศวรรษ 90 นั่นหมายความว่าจะไม่มีชื่อของเปเล่ หรือมาราโดน่าแน่นอน เพราะพวกเขาอยู่ในยุคก่อนกลางทศวรรษ 90 ซึ่งบัลลงดอร์ยังมอบให้เฉพาะนักเตะสัญชาติในทวีปยุโรปเท่านั้น

อันดับ 12 : เซร์จิโอ รามอส

เราอยากให้คุณนำเรื่องความรู้สึกที่มีต่อกัปตันเรอัล มาดริด รายนี้ออกไปก่อน เพื่อเป็นการลดอคติที่อาจมีต่อตัวเขา และคุณก็จะพบว่าเขาเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดูดแชมป์ทุกรายการมาไว้กับตัว ในวัย 32 ปี รามอสประสบความสำเร็จทุกการแข่งขันระดับเมเจอร์ ทั้งกับสโมสรและทีมชาติ รวมถึงติดทีมชาติสเปนไปแล้วถึง 161 เกม

หลายๆ ครั้ง ก็มีข้อถกเถียงออกมาเหมือนกัน ว่าทำไมปราการหลังรายนี้ถึงไม่เคยได้รับรางวัลส่วนตัวแบบนี้เลย ทั้งที่รามอสเป็นกองหลังที่มีความพิเศษ เพราะนอกจากการมีเทคนิคเหนือผู้เล่นเซนเตอร์แบ็คทั่วไปแล้ว เจ้าตัวยังมีความสามารถในการทำประตูเพื่อเปลี่ยนโมเมนตัมเกม ปราการหลังทีมชาติสเปนทำประตูได้ในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ครั้งแรกของตัวเอง แต่ไม่น่าเชื่อว่า อดีตกองหลังของเซบีญ่าถึงไม่เคยคว้าบัลลงดอร์ ไม่แม้แต่การติดท็อป 3 ด้วยซ้ำ นั่นอาจจะเป็นเพราะการเล่นตุกติกที่ชวนให้แฟนบอลรำคาญล่ะมั้ง ที่ทำให้เขาถูกมองข้ามจากการคว้าลูกบอลทองคำมาโดยตลอด


อันดับ 11 : ไรอัน กิ๊กส์

นี่คือนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จกับทีมๆ เดียวมากที่สุดของแมนฯ ยูไนเต็ด และของวงการฟุตบอล ไรอัน กิ๊กสื ถือเป็นหนึ่งในปีกซ้ายที่เก่งที่สุดในยุคของเขา ดาวเตะรายนี้ทำได้ดีทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการยิงประตู การเปิดบอล หรือการทำให้ผู้เล่นฟูลแบ็คของคู่แข่งเสียท่า

แต่เราพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมปีกพ่อมดรายนี้ถึงไม่เคยคว้าบัลลงดอร์ เพราะสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของกิ๊กส์คือการยืนระยะในการเล่นได้อย่างยาวนานจากการเล่นโยคะ ไม่ใช่การระเบิดฟอร์มสุดยอดเพียงปีเดียวแล้วหายไป นั่นจึงทำให้ฝีเท้าของเจ้าตัวดูโดดเด่นน้อยกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม กิ๊กส์คงไม่เสียใจมากนักหรอกที่เขาพลาดการคว้าบัลลงดอร์ เพราะตลอดอาชีพ กิ๊กส์คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้ในปี 1999 คว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 2 ในปี 2008 และให้ตายเถอะ ดาวเตะเวลส์แมนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 13 สมัย


อันดับ 10 : เนย์มาร์

เขาอาจจะไม่ใช่นักเตะที่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลทั่วโลก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เนย์มาร์ถือเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอล ดาวเตะรายนี้เคยลงเล่นร่วมกับเมสซี่ และซัวเรส พร้อมกับพาบาร์เซโลน่าประสบความสำเร็จอย่างสูง รวมไปถึงเคยระเบิดฟอร์มสุดยอด พาทัพอาซูลกราน่าชนะเปแอสเช 6-1 พลิกสถานการณ์ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2017 ได้อย่างเหลือเชื่อ

ด้วยวัย 26 ปี เนย์มาร์ทำประตูให้ทีมชาติบราซิลไปแล้ว 60 ลูก ตามหลังโรนัลโด้แค่ 2 ลูก และตามหลังดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติอย่างเปเล่แค่ 17 ลูกเท่านั้น และหากสภาพร่างกายเขายังคงดีอยู่ ก็คงไม่ยากเกินไปที่จะทำลายสถิติของสองตำนานทีมชาติได้ และถ้าเจ้าตัวใช้เวลาโชว์ทักษะอันยอดเยี่ยมให้เราเห็นแทนที่การเอาแต่กลิ้งบนพื้นสนามได้ นักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกรายนี้ก็มีโอกาสที่จะพาเปแอสเชคว้าแชมป์ยุโรป พ่วงด้วยบัลลงดอร์ได้สำเร็จเช่นกัน


อันดับ 9 : ฟิลิปป์ ลาห์ม

โอกาสที่กองหลังจะคว้าบัลลงดอร์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่กับลาห์มนั้นเป็นเรื่องที่ต่างไป เพราะอดีตกัปตันทีมชาติเยอรมนีรายนี้ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเล่นในตำแหน่งแบ็คขวา แบ็คซ้าย หรือมิดฟิลด์ตัวกลาง และเขาก็ทำได้ดีทั้งกับทีมชาติเยอรมนี และบาเยิร์น มิวนิค

ลาห์มมีพร้อมทั้งพละกำลัง ทักษะการเล่น และมันสมองที่ชาญฉลาด เขาถือเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในวงการฟุตบอล นอกจากนี้ เจ้าตัวยังเป็นกัปตันทัพอินทรีเหล็กคว้าแชมป์โลกในปี 2014 และก่อนหน้านั้นหนึ่งปี ก็พาบาเยิร์น มิวนิค คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ ที่สุดแล้ว เราอยากบอกว่า หากฟาบิโอ คันนาวาโร่ สามารถคว้าบัลลงดอร์ในปี 2006 เพราะฟอร์มอันยอดเยี่ยมกับทีมชาติอิตาลี ลาห์มเองก็สมควรจะได้รับรางวัลนี้ในอีก 8 ปีต่อมาเช่นกัน


อันดับ 8 : ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

เขาอาจจะไม่ใช่ผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาล (แต่เราไม่กล้าพูดแบบนี้กับเขาหรอกนะ) แต่อิบราฮิโมวิชก็ถือเป็นหนึ่งในนักเตะจอมทำประตูสวยๆ ที่ดีที่สุดตลอดกาล มีอยู่ไม่กี่คนหรอกที่จะทำประตูได้แบบดาวเตะชาวสวีดิช ยอดดาวยิงรายนี้มีวิสัยทัศน์และความสร้างสรรค์ในการเล่นที่สุดยอด และนั่นก็ส่งผลให้เจ้าตัวกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นมากที่สุด

นอกจากนี้ พระเจ้าลูกหนังชาวสวีดิชยังถือเป็นแข้งจอมพเนจรคนหนึ่ง เขาเดินทางไปคว้าแชมป์ได้ทุกที่ที่ไป ไม่ว่าจะเป็น เนเธอร์แลนด์, อิตาลี, สเปน, ฝรั่งเศส และอังกฤษ ส่วนจุดบอดในอาชีพของเขาคือ การที่ไม่เคยคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก เลย แม้จะสามารถทำประตูในการแข่งขันรายการนี้ถึง 48 ลูก รวมถึงการที่โชว์ฟอร์มไม่ค่อยออกในเกมใหญ่ๆ ของสโมสร และเรื่องนี้ก็เลยทำให้เขาไม่เคยคว้าบัลลงดอร์ได้เลยตลอดอาชีพนักเตะของตัวเอง


อันดับ 7 : เธียร์รี่ อองรี

ด้วยความเคารพต่อไมเคิล โอเว่น เลยนะ การที่เขาเคยคว้าบัลลงดอร์ แต่อองรีไม่เคยได้ ถือเป็นเรื่องที่แปลกพอสมควร เพราะหากใครได้ดูพรีเมียร์ลีกในช่วงปลายทศวรรษ 90 จนถึงต้นทศวรรษ 2000 ก็จะรู้ดีว่า จริงๆ แล้วใครคือกองหน้าที่ดีที่สุดในตอนนั้น

อองรีมีพร้อมทั้งความเร็ว ทักษะ และสัญชาตญาณการจบสกอร์ ในช่วงพีค ไม่มีกองหน้าคนไหนเก่งไปกว่าเขา หัวหอกมาดกวนรายนี้เป็นเข้าจองสถิติทำประตูมากที่สุดให้กับทั้งอาร์เซนอล และทีมชาติฝรั่งเศส นอกจากนี้เขายังประสบความสำเร็จในระดับเมเจอร์มาแล้วทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็น แชมป์โลก, พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และการคว้าทริปเปิ้ลแชมป์กับบาร์เซโลน่า ในปี 2009


อันดับ 6 : อาร์เยน ร็อบเบน

อาจจะเป็นโชคร้ายของดาวเตะรายนี้ที่เกิดมาในยุคเดียวกับโรนัลโด้และเมสซี่ เพราะหากไม่นับสองคนนั้น ร็อบเบนถือเป็นแข้งพรสวรรค์ที่สร้างผลกระทบต่อเกมได้มากที่สุดแล้ว แม้จะบาดเจ็บบ่อย แต่ปีกชาวดัตช์ก็ยังทำผลงานได้ดีอยู่เสมอ และเขาก็รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ และในวัย 34 ปี ปีกหัวใสก็ยังสามารถผ่านคู่แข่งได้ง่ายดายเหมือนเดิม

จุดเดียวที่ดูจะเป็นเหมือนปมของร็อบเบน คือการพลาดท่าให้สเปนในรอบชิงฟุตบอลโลก 2010 รวมถึงการพลาดท่าในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ถึง 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ปีกเลือดดัตช์รายนี้ก็เป็นผู้ทำประตูชัยให้ทัพเสือใต้ชนะดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ในปี 2013 พร้อมกับเป็นการปิดฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเป็นทริปเปิ้ลแชมป์

ทว่าในปี 2013 ทุกคนกลับมองว่าผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของบาเยิร์น มิวนิค คือ ฟรองค์ ริเบรี่ ซึ่งได้อันดับ 3 ของบัลลงดอร์ในปีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ร็อบเบนถือเป็นสุดยอดผู้เล่นอย่างแท้จริง แม้เขาจะไม่เคยได้อันดับสูงกว่าอันดับ 4 ในการลุ้นรางวัลลุกบอลทองคำก็ตาม


อันดับ 5 : หลุยส์ ซัวเรส

ในยุคที่ฟุตบอลนิยมใช้กองหน้าในแบบ False 9 และการเล่นชิงไลน์ของผู้เล่นแนวรุก หลุยส์ ซัวเรส นั้นถือเป็นกองหน้าตัวเป้าขนานแท้ที่ดีที่สุดในโลก เขามีความกระหายในการเล่นมากพอๆ กับความฉลาด และความเฉียบขาดในการจบสกอร์ของตัวเอง

ซัวเรสเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ลิเวอร์พูลเกือบคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 2014 ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับบาร์เซโลน่า ซึ่งที่ คัมป์ นู กองหน้าทีมชาติอุรุกวัยนั้นเล่นได้อย่างเข้าขากับ ลีโอเนล เมสซี่ นอกจากนี้ทั้งคู่ก็สนิทกันมาก ถึงขนาดที่ดาวเตะอาร์เจนไตน์เคยบอกให้ทัพอาซูลกราน่าปรับแผนการเล่น ด้วยการถอยให้ตัวเองยืนต่ำลง และดันดาวยิงจอมกัดขึ้นไปเป็นกองหน้าตัวเป้า

การย้ายมาที่บาร์เซโลน่า ทำให้ซัวเรสประสบความสำเร็จมากมาย อย่างไรก็ตาม การลงเล่นกับเมสซี่ ก็ส่งผลให้เขาถูกบังรัศมีจนหมด จนโอกาสการคว้ารางวัลส่วนตัวในฐานะนักฟุตบอลนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย


อันดับ 4 : จิอันลุยจิ บุฟฟ่อน

นับตั้งแต่มีการมอบรางวัลบัลลงดอร์ในปี 1963 มีเพียงเลฟ ยาชิน คนเดียว ที่ลงเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูแล้วสามารถคว้าบัลลงดอร์ได้ และหากจะมีนายทวารคนไหนที่ควรจะคว้าบัลลงดอร์ได้อีกคน ก็คงจะเป็นบุฟฟ่อน เพราะนายทวารชาวอิตาเลี่ยนรายนี้ทำผลงานได้ดีมาอย่างยาวนาน แม้ในปัจจุบัน เขาก็ยังถือเป็นหนึ่งในมือกาวที่ดีที่สุดในโลกอยู่

บุฟฟ่อนคว้าแชมป์รายการหลักๆ ได้เกือบทุกรายการ เว้นเพียงแต่การคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเคยพาทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์โลกในปี 2006 พร้อมกับเสียประตูไปเพียง 2 ลูก จาก 7 เกมในทัวร์นาเมนต์ แต่สุดท้าย อดีตนายทวารของยูเวนตุสก็ได้เพียงอันดับ 2 โดยเขาแพ้ให้กับฟาบิโอ คันนาวาโร่ กองหลังเพื่อนร่วมชาติ


อันดับ 3 : ชาบี เอร์นานเดซ

เขาเป็นหัวใจสำคัญของบาร์เซโลน่าชุดที่ถูกมองเป็นทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์ฟุตบอล และเป็นตัวหลักของทีมชาติสเปนชุดที่ครองความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลระดับชาติ นอกจากนี้ มิดฟิลด์รายนี้ยังคว้าอันดับ 3 ของบัลลงดอร์ถึง 3 สมัยติดต่อกัน (2009-2011)

น่าเสียดายที่ในช่วงนั้น ความอัจฉริยะของทั้งเมสซี่ และโรนัลโด้ คอยบดบังไม่ให้ชาบีก้าวขึ้นไปคว้าลูกบอลทองคำ เพราะมันคงทำให้อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติสเปนรายนี้ไม่เป็นที่จดจำเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าชาบีเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบการเล่นติกิ-ตาก้า ของทั้งบาร์เซโลน่า และทีมชาติสเปน ประสบความสำเร็จอย่างสูง สำหรับเรา เขาถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดที่ไม่สามารถคว้าบัลลงดอร์มาครองได้


อันดับ 2 : เปาโล มัลดินี่

ดูเหมือนว่าผู้เล่นในตำแหน่งฟูลแบ็คนั้นแทบไม่มีโอกาสที่จะคว้าบัลลงดอร์ได้เลย เพราะขนาดเปาโล มัลดินี่ ยังทำไม่ได้ แล้วฟูลแบ็ครายไหนกันที่จะทำได้

มัลดินี่อาจจะไม่เหมือนนักเตะส่วนใหญ่ในการจัดอันดับนี้ เขาไม่ได้ถูกบดบังรัศมีจากโรนัลโด้และเมสซี่ และยังสามารคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้ แล้วด้วย (ได้ถึง 5 สมัย) เพราะฉะนั้นการพลาดบัลลงดอร์ของตำนานแห่งซาน ซิโร่ รายนี้ ถึงเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้เราจริงๆ

จริงๆ แล้ว มัลดินี่เคยเข้าใกล้รางวัลนี้มากๆ ตอนปี 1994 ซึ่งเขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกกับทีมชาติบราซิล แม้สุดท้ายทีมชาติอิตาลีของเขาจะพ่ายในการดวลจุดโทษ โดยในปีดังกล่าว มัลดินี่คว้าอันดับ 3 ของบัลลงดอร์มาครองได้ ส่วนในปี 2003 แม้ปราการหลังทีมชาติอิตาลีจะพาเอซี มิลาน คว้าชัยเหนือยูเวนตุส ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ แต่เจ้าตัวก็ยังได้เพียงอันดับ 3 อยู่ดี


อันดับ 1 : อันเดรส อิเนียสต้า

ดูเหมือนว่า หากคุณไม่ใช่ผู้เล่นกองหน้า หรือตัวรุกที่ทำประตูได้เยอะ มันก็ยากที่จะคว้าบัลลงดอร์นะ บรรดายอดนักเตะอย่างบุฟฟ่อน, มัลดินี่, ชาบี ต่างก็พลาด ซึ่งนั่นก็ไม่เว้นแม้แต่มิดฟิลด์พรสวรรค์สูงอย่างอิเนียสต้าด้วย

อิเนียสต้าเป็นมิดฟิลด์ที่มีพร้อมทั้งทักษะ มันสมอง เขาลงเล่นได้หลายตำแหน่ง และพร้อมจะสร้างความประหลาดใจให้กับคู่แข่งด้วยเทคนิคอันร้ายกาจของตัวเอง

กับสโมสร อิเนียสต้าเคยยิงไกลสุดสวยช่วยให้บาร์เซโลน่าโกงความตายเหนือเชลซีในรอบตัดเชือก ศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2009 จนนำไปสู่การคว้าแชมป์มาแล้ว ส่วนกับทีมชาติสเปน กองกลางตีนตะขอเป็นคนยิงประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2010 ช่วยให้ทัพกระทิงดุคว้าแชมป์โลกสมัยแรกได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม อิเนียสต้าทำได้ดีที่สุดแค่เพียงการคว้าอันดับ 2 ในปี 2010 เท่านั้น แต่อย่างไร เขาก็ถือเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคของตัวเอง ซึ่งแฟนบอลบาร์เซโลน่า และทีมชาติสเปน จะจดจำเขาได้ในฐานะนักเตะระดับตำนานแน่นอน

Powered by UFABET

สมัคร UFABET ดีที่สุดในเอเชีย คืนยอดเสีย 5% ทุกสิ้นเดือน