Search

3 ทีมหัวตารางพรีเมียร์ลีก


อาวุธลับและจุดอ่อน

ในที่สุดก็แฟนๆบอลทั่วโลกก็เข้าสู่ปีใหม่ซักที และปรากฏว่าทีมที่มีลุ้นแชมป์ในศึกพรีเมียร์ลีกในตอนนี้มีอยู่ 3 ทีมด้วยกัน


ลิเวอร์พูล, สเปอร์ และ แมนฯซิตี้ คือทีมอยู่บนหัวตารางหลังผ่านการแข่งขันไปครึ่งฤดูกาล ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ทำแต้มหิ้งห่าง แมนฯซิตี้ไป 7 แต้ม ขณะที่ไก่เดือยทองดันพลาดท่าไปแพ้ในนัดล่าสุดจนหล่นจากรองจ่าฝูงไปอยู่อันดันสาม

แม้หงส์แดงจะนำเป็นจ่าฝูงอยู่ตอนนี้ แต่เมื่อนับรวมแต้มที่ทีมทำได้ในปี 2018 พวกเขาทำไปได้ 85 แต้ม และด้วยคุณภาพที่ทั้งสามทีมมีอยู่ เชื่อว่าจะเกิดการขับเคี่ยวและเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นไปตลอดจนกระทั่งจบฤดูกาลแน่นอน

และนอกเหนือจากดาวเด่นของทีมที่กำลังฉายแสงอยู่ มีนักเตะอีกคนที่ไม่ได้ถูกพูดถึงหรือยกย่องเท่าที่ควร แม้จะโชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยมก็ตาม และแม้ทั้ง 3 ทีมจะทำแต้มเหนือทีมที่เหลือในพรีเมียร์ลีก แต่ยังไงซะพวกเขาก็มีจุดอ่อนอยู่ในทีมเหมือนกัน

แล้วใครกันคือผู้ปิดทองหลังพระของ ลิเวอร์พูล, สเปอร์ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้? และใครคือจุดอ่อนในทีม UFABET จะพาทุกคนไปสำรวจเรื่องนี้กัน

ลิเวอร์พูล

ผู้ปิดทองหลังพระ : เจมส์ มิลเนอร์

ดูเหมือนว่าทุกอย่างในทีมลิเวอร์พูลจะไปได้สวยเลย พวกเขารั้งจ่าฝูงในลีก, ยังไม่แพ้ใคร และ เสียไปแค่ 7 ประตูจาก 19 นัดในลีก ผลที่ได้ก็คือพวกเขาได้รับการสรรเสริญยกย่องจากแฟนบอลทั่วทุกสารทิศ

ผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่, และ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ เป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะทำได้ แต่มองให้ลึกลงไป เจมส์ มิลเนอร์ ก็คือคนที่ผลงานได้ดีแม้จะไม่เป็นดึงดูดจากคนทั่วไปมากนักก็ตาม

สถิติของดาวเตะสารพัดประโยชน์ เขาลงเล่นให้กับหงส์แดงในลีกไป 270 นาทีในฤดูกาลนี้ และสร้างโอกาสในทีมมากมาย มีแค่ซาลาห์ (2.75) และ เชอร์ดาน ชากีรี่ (1.87) เท่านั้น ที่มีค่าเฉลี่ยการสร้างโอกาสใน 90 นาที มากกว่า มิลเนอร์ (1.84)

รวมไปถึง 270 นาทีของมิลเนอร์นั้น เขาทำการบล็อคลูกยิงได้ 2.76 ครั้งต่อเกม มากกว่านักเตะคนไหนในทีมตอนนี้

“เขายังคงเป็นนักเตะสามอันดับแรกที่มีลุ้นคว้านักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของผม” แกเร็ธ ครูกส์ กูรูชื่อดังของบีบีซี กล่าวหลังเกมที่มิลเนอร์โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในตำแหน่งแบ็คขวากับเกมที่พวูล์ฟ ถ้าหากลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้จริงๆล่ะก็ ความสำคัญของมิลเนอร์ควรได้รับการยอมรับเท่าๆกับซาลาห์และผู้เล่นคนสำคัญในทีมด้วยเช่นกัน

จุดอ่อน : นาธาเนียล ไคลน์ และ อัลแบร์โต้ โมเรโน่

สิ่งที่ทำให้หงส์แดงประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ได้ระดับหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้ามาของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ ในต้นปีนี้ที่ช่วยขันเกมรับของทีมให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

ขณะที่ เดยัน ลอฟเรน และ โจเอล มาติป แม้จะเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ก็ทำได้โอเคเมื่อลงสนามคู่กับฟาน ไดจ์ อย่างไรก็ตาม หากกองหลังชาวดัชต์ดันบาดเจ็บขึ้นมา แนวรับหน้าเก่าทั้งคู่คงได้รับการทดสอบว่าพวกเขาจะมีความมั่นคงแค่ไหน

แต่บางทีปัญหาที่มีมากกว่านั้นคือลิเวอร์พูลมีตัวเลือกในตำแหน่งฟูลแบ็คไม่มากนัก ซึ่ง นาธาเนียล ไคลน์ และ อัลแบร์โต้ โมเรโน่ แทบไม่ไดลงเล่นเลย เนื่องจากปัญหาอการบาดเจ็บและตัวเลือกคนอื่นทำได้ดีกว่า

แอนดี้ โรเบิร์ตสัน สร้างโอกาส 1.64 ครั้งต่อ 90 นาที จากตำแหน่งแบ็คขวาและกลายเป็นฟันเฟื่องสำคัญของคล็อปป์ในการทำเกมรุก เพราะฉะนั้นการที่ทีมจะส่งโมเรโน่ลงสนามก็ดูเป็นเรื่องที่น่ากังวลไม่น้อย

ในฝั่งขวาทีมมีการจัดการที่ดีกว่าบ้าง แต่คล็อปป์มักจะเลือกมิลเนอร์ กองกลางของทีมมาเล่นในตำแหน่งแบ็คขวา มากกว่าไคลน์ที่เป็นแบ็คอาชีพอยู่แล้ว หากเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ไม่สามารถลงสนามได้


สเปอร์

ผู้ปิดทองหลังพระ : เอริค ลาเมล่า

นับตั้งแต่ย้ายมาค้าแข้งกับสเปอร์ในซัมเมอร์ปี 2013 ดูเหมือนเอริค ลาเมล่า มักจะกลายเป็นผู้ที่ถูกลืมเสมอ จนมีข่าวลือบ่อยครั้งว่าเจ้าตัวต้องการย้ายกลับไปเล่นในอิตาลี ซึ่งอาการบาดเจ็บนั้นทำให้เขาไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมได้

ลาเมร่าพลาดการลงสนามไปพอสมควรในฤดูกาลที่แล้ว หลังจากได้รับการผ่าตัดที่สะโพก แต่เขาก็กลับมารยิงประตูได้ในสัปดาห์สุดท้ายของฤดูกาล แม้จะเป็นเพียงแค่ 2 ประตูในลีกเท่านั้น และในฤดูกาลนี้ ลาเมล่ายิงให้ทีมมากกว่าปีก่อนถึง 3 เท่าเลย

ใช่แล้ว ปีกชาวอาร์เจนไตน์ยิงไป 6 ลูกในทุกรายการของฤดูกาล 2018-19 และพิสูจน์ว่าเขาคือหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของไก่เดือยทองอย่างแท้จริง แม้ฟอร์มไม่โดดเด่นเท่าแฮร์รี่ เคน, ซอน เฮือง มิน และ เดเล่ อัลลี่ แต่สถิติของเขาในปีนี้ก็มองข้ามไม่ได้เลยล่ะ

ดาวเตะวัย 26 ปีเลี้ยงผ่านคู่แข่ง 2.26 ครั้งและยิงประตูไป 4.1 ครั้งต่อ 90 นาทีที่ลงเล่นในลีก ซึ่งมากกว่าผู้เล่นสเปอร์คนไหน มากไปกว่านั้น มีเพียงแค่ แฮร์รี่ เคนเท่านั้น ที่ยิงได้ตรงกรอบต่อ 90 นาทีเท่ากับลาเมล่า ( 2.05 ครั้งต่อ 90 นาที)

จุดอ่อน : เอริค ดายเออร์

มีผู้เล่นมากมายในทีมได้เข้าไปเล่นในรอบลึกๆของฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ทำให้โปเช็ตติโน่ต้องหมุนเวียนนักเตะอย่างหนักตั้งแต่ซัมเมอร์เพื่อให้ทุกคนกลับมากระชุ่มกระชวยอีกครั้ง แต่ปัญหาอาการบาดเจ็บทำให้สถานการณ์ลำบากขึ้นไปอีก แต่ทีมก็ยังจัดการเรื่องนั้นได้ดี แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ดูมีปัญหาที่สุดน่าจะเป็นแดนกลางของทีมจากลอนดอนเหนือ สามประสานอย่าง แฮร์รี่ วิงส์, มุสซ่า ซิสโซโก้ และคริสเตียน อิรีคเซ่น ทำผลงานได้น่าประทับใจ แต่ในส่วนกองกลางตัวรับในทีมอย่าง เอริค ดายเออร์ ยังคงปรับปรุงอีกระดับนึงเลย

ดายเออร์ เป็นนักเตะที่พอชชื่นชอบอยู่แล้ว แต่สถิติบ่งบอกว่าถึงเวลาที่พวกเขาต้องหาคนที่ดีกว่ามาแทนที่แล้ว ดายเออร์ชนะการดวลกัน 4.34 ครั้งต่อ 90 นาทีในพรีเมียร์ลีก ซึ่งน้อยกว่าวิงส์ (4.47 ครั้ง/90นาที) ที่ไม่ได้มีจุดเด่นเรื่องเกมรับซะอีก

มากไปกว่านั้น เดเล่ อัลลี่ที่ทำหน้าที่เป็นตัวรุกยังแย่งบอลได้มากกว่า (1.83), บล็อคได้มากกว่า (1.96) และเข้าปะทะ (1.47) ดายเออร์ (1.13,1.34,1.13) ใน 90 นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าผิดหวังมากในฤดูกาลนี้

ความอเนกประสงค์ของแข้งทีมชาติอังกฤษยังคงมีประโยชน์กับสเปอร์อยู่ก็จริง แต่ในตอนนี้ทีมต้องการกองกลางตัวต่ำที่ออกบอลได้เป็นที่สุด และด้วยอาการบาดเจ็บของมุสซ่า เดมเบเล่ กับ วิคเตอร์ วานยาม่าที่ยังอยู่ อาจจะต้องบังคับให้โปเช็ตติโน่ต้องเสริมนักเตะในช่วงเดือนมกราคมนี้


แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ผู้ปิดทองหลังพระ : แฟร์นันดินโญ่

นอกเหนือจากแนวรุกที่เต็มไปพรสวรรค์และความหลากหลายแล้ว นักเตะที่สำคัญที่สุดของเรือใบสีฟ้าคือคนที่ยืนอยู่หลังพวกเขา และการขาดหายของแฟร์นันดินโญ่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ส่งผลกระทบต่อทีมอย่างมากเลย

ทีมของกวาร์ดิโอล่าคว้าชัยได้ถึง 71.3 เปอร์เซนต์ยามที่เขามีแฟร์นันดินโญ่ทำหน้าที่เก็บกวาดในแดนกลางให้ แต่เมื่อทีมไม่แข้งชาวแซมบ้าอยู่ตัวเลขก็ตกลงเหลือแค่ 59.3 เปอร์เซนต์เท่านั้น

การขาดหายไปของเขาชัดเจนว่ามีส่วนทำให้ทีมแพ้ต่อ คริสตัล พาเลซ และ เลสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงคริสมาสต์ ซึ่งทีมจิ้งจอกสีน้ำเงินสร้างโอกาสจากจังหวะโอเพ่นเพลย์ได้ถึง 8 ครั้ง ในวันบ็อกซิ่ง เดย์ที่ชนะซิตี้ 2-1 และมีแค่ อาร์เซน่อลกับวูล์ฟเท่านั้นที่สร้างโอกาสได้ขนาดนั้นในการเจอกับซิตี้ในฤดูกาลนี้

อดีตกุนซือบาร์เซโลน่าพยายามใช้งาน อิลคาย กุนโดกัน และ ฟาเบียน เดลฟ์ ในตำแหน่งของแฟร์นันดินโญ่ แต่มันไม่ได้ผลเอาซะเลย พวกเขาทำได้ดีในเกมรุกและรับยามที่มีแฟร์นันดินโญ่คุมแดนกลางอยู่ ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่าดาวเตะวัย 33 ปีสำคัญแค่ไหน

จุดอ่อน : ฟาเบียน เดลฟ์

อาจจะดูเป็นเรื่องที่รุนแรงไปหน่อยที่จะเลือก เดลฟ์ เป็นจุดอ่อน เมื่อพิจารณาฟอร์มการเล่นอันน่าประหลาดใจของเขาภายใต้การคุมทีมของกวาร์ดิโอล่า แต่การให้เดลฟ์ลงเล่นในตำแหน่งสำคัญของทีมส่งผลให้เห็นถึงข้อบกพร่องของเขาอย่างชัดเจน เพราะเขาไม่สามารถทำทำหน้าที่ได้อย่างนักเตะคนก่อนหน้านี้ทำไว้ได้

อย่างที่ได้กล่าวไว้ด้านบน กองกลางตัวรับคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ซิตี้ดูอ่อนยวบลงไปยามไม่มีแฟร์นันดินโญ่ และไม่มีนักเตะคนไหนอุดช่องว่างนี้ได้เลย เดลฟ์อาจจะเคยยืนอยู่หน้าแผงหลัง แต่เขาก็ทำได้ไม่ใกล้เคียงกับแฟร์นันดินโญ่ซักเท่าไหร่

ถ้าจะให้แฟร์หน่อย เขาอาจจะต้องใช้เวลาซักหน่อยในการพัฒนาบทบาทกองกลางตัวรับ แต่เมื่อเบนจามิน เมนดี้ได้รับบาดเจ็บ เดลฟ์ก็ถูกใช้งานเป็นหลักในตำแหน่งแบ็คซ้ายมากกว่ากองกลางอยู่แล้ว

แข้งทีมชาติอังกฤษทำผลงานได้น่าประทับใจในแผงหลัง แต่เขาก็ทำได้ไม่ดีนักในการเติมรุกเหมือนกับที่เมนดี้ทำ โดยแข้งเลือดน้ำหอมสร้างโอกาส 1.22 ครั้งต่อเกมในลีกฤดูกาลนี้ แต่เดลฟ์ทำได้เพียง 0.57 ครั้งต่อเกมเท่านั้น

เราขอย้ำว่าเดลฟ์ทำได้ดีพอสมควรกับตำแหน่งที่่ไม่คุ้นเคยเลยในทีมเรือใบสีฟ้า แต่แชมป์เก่าอาจจะต้องเสริมทัพในตำแหน่งที่เดลฟ์ลงเล่นซักหน่อย หากพวกเขาต้องการรักษาแชมป์ลีกไว้ให้ได้ในฤดูกาลนี้


Powered by UFABET

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

สมัคร UFABET ดีที่สุดในเอเชีย คืนยอดเสีย 5% ทุกสิ้นเดือน